รหัสโปรโมชั่น PistolSafe ซื้อเลย
รหัสโปรโมชั่น naradee ซื้อเลย

บทความ

ต่อให้ถูบ้านเป็นล้านครั้ง... แต่พื้นเหล่านั้น ก็ยังดูไม่สะอาด!!!

29 พฤศจิกายน 2567

ต่อให้ถูบ้านเป็นล้านครั้ง... แต่พื้นเหล่านั้น ก็ยังดูไม่สะอาด!!!
ต่อให้ถูบ้านเป็นล้านครั้ง... ทำไมพื้นยังดูไม่สะอาด?เพิ่งกวาด เพิ่งถู พื้นก็ดูสะอาดดี...แต่พอลองเดินเท้าเปล่า กลับรู้สึก เหนอะ ๆ ฝืด ๆ หรือไม่สบายเท้า อย่างบอกไม่ถูกหรือถ้าลองใช้ทิชชู่หรือผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดลงบนพื้นที่เพิ่งถูเสร็จ กลับพบคราบดำและฝุ่นติดขึ้นมาเสียอย่างนั้นจนอดสงสัยไม่ได้ว่า...“นี่เราถูพื้นไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหม?”ก่อนจะหยิบไม้กวาดและไม้ถูพื้นกลับมาทำทุกอย่างใหม่อีกรอบ ลองมาดูกันค่ะว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้งที่เราถู แต่อยู่ที่วิธีการทำความสะอาดตั้งแต่แรก▶ ทำไม “กวาดแล้วถู” พื้นถึงยังไม่สะอาด?การทำความสะอาดพื้นบ้าน ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงแค่กวาด → ถู → จบเพราะฝุ่น เส้นผม เศษผง และสิ่งสกปรกบางส่วนอาจยังคงตกค้างอยู่บนพื้น หรือสะสมตามร่องและลักษณะพื้นผิวของวัสดุโดยเฉพาะบริเวณที่มีการเดินผ่านเป็นประจำ สิ่งสกปรกอาจสะสมร่วมกับคราบต่าง ๆ จนการกวาดและถูแบบทั่วไปอาจจัดการได้ไม่หมดในครั้งเดียวนี่จึงเป็นเหตุผลที่การเตรียมพื้น ก่อนเริ่มถู มีความสำคัญไม่แพ้การเลือกน้ำยาถูพื้นเลยค่ะ▶ ก่อนหยิบไม้ถูพื้น... ลองหยิบเครื่องดูดฝุ่นก่อนตามโรงพยาบาล โรงแรม หรืออาคารขนาดใหญ่ เราอาจเคยเห็นเครื่องทำความสะอาดพื้นขนาดใหญ่ที่สามารถทั้งขัดและดูดสิ่งสกปรกออกจากพื้นได้แน่นอนว่าในบ้านเราอาจไม่จำเป็นต้องลงทุนถึงขนาดนั้นแต่หลักการบางอย่างสามารถนำมาปรับใช้ได้นั่นคือ “เอาฝุ่นออกให้มากที่สุด ก่อนเติมน้ำลงไป”การใช้ เครื่องดูดฝุ่น ก่อนถูพื้นจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยเก็บฝุ่น เส้นผม และเศษผงต่าง ๆ ออกจากพื้นได้อย่างทั่วถึงมากกว่าการกวาดเพียงอย่างเดียวในหลายสถานการณ์เพราะถ้ายังมีฝุ่นตกค้างอยู่ แล้วเราเริ่มถูพื้นทันที...แทนที่จะกำจัดฝุ่นออกไป เราอาจกำลังทำให้ฝุ่น + น้ำ + คราบสกปรกกระจายตัวไปทั่วพื้นแทนก็ได้▶ “สีของน้ำในถัง” บอกอะไรเราได้มากกว่าที่คิดอีกหนึ่งเรื่องง่าย ๆ ที่หลายคนมองข้าม คือ“น้ำในถังถูพื้น”ลองสังเกตดูค่ะว่า หลังจากถูไปได้ระยะหนึ่ง น้ำที่เคยใสเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือดำหรือยัง?ถ้าใช่...ถึงเวลาเปลี่ยนน้ำแล้วค่ะเพราะการถูพื้นที่กว้างด้วยน้ำถังเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ อาจกลายเป็นการนำฝุ่นและสิ่งสกปรกที่เราถูออกจากจุดหนึ่ง...ไปกระจายต่อยังอีกจุดหนึ่งแทนที่จะคิดว่า“ถูสองรอบ = สะอาดกว่า”บางครั้ง“ถูให้ถูกตั้งแต่รอบแรก + เปลี่ยนน้ำเมื่อสกปรก”อาจช่วยประหยัดทั้งแรง เวลา และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดได้มากกว่า▶ แล้วน้ำยาถูพื้นล่ะ? ใช้อะไรก็เหมือนกันหรือเปล่า?คำตอบคือ ไม่เหมือนกันบ้านสมัยใหม่หนึ่งหลังอาจมีพื้นมากกว่า 2–3 ประเภทอยู่ในบ้านเดียวกัน เช่นกระเบื้องดินเผาบริเวณโรงรถกระเบื้องแกรนิตโต้ผิวเงาในห้องนั่งเล่นหินอ่อนหรือหินธรรมชาติพื้นไม้ลามิเนตพื้นไม้ปาร์เก้พื้นไวนิลหรือกระเบื้องยางวัสดุเหล่านี้มีทั้ง โครงสร้างพื้นผิว การเคลือบผิว และคุณสมบัติในการดูแลรักษาที่แตกต่างกันดังนั้น น้ำยาที่เหมาะกับกระเบื้องชนิดหนึ่ง อาจไม่ได้เหมาะกับหินธรรมชาติหรือพื้นไม้เสมอไปสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เลือกน้ำยาถูพื้น”แต่คือ“เลือกน้ำยาถูพื้นให้ตรงกับชนิดของพื้น”เลือก HG ให้เหมาะกับพื้นแต่ละประเภทHG พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นแยกตามประเภทของวัสดุ เพื่อให้การทำความสะอาดและดูแลพื้นเหมาะกับคุณสมบัติของพื้นแต่ละชนิด✨ พื้นกระเบื้องและหินธรรมชาติที่ต้องการเพิ่มความเงาHG tile cleaner shine restorerผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาด พร้อมช่วยเพิ่มความเงาโทนซาติน เหมาะสำหรับพื้นกระเบื้องและหินธรรมชาติที่เหมาะสม รวมถึงพื้นที่ได้รับการดูแลด้วยผลิตภัณฑ์เคลือบผิวตามคำแนะนำเหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการทั้งทำความสะอาดและช่วยดูแลความเงาของพื้นในขั้นตอนเดียว✨ พื้นกระเบื้องผิวมันที่ไม่อยากให้มีรอยหลังถูHG tile cleaner streak freeสำหรับการทำความสะอาด กระเบื้องผิวมันและพื้นผิวขัดเงา โดยออกแบบมาเพื่อช่วยทำความสะอาดโดยไม่ทิ้งรอยคราบบนพื้นเหมาะกับพื้น เช่นกระเบื้องพอร์ซเลนผิวขัดมันกระเบื้องเซรามิกชนิดเคลือบหินแกรนิตผิวขัดมันหินธรรมชาติผิวขัดมันบางประเภทที่เหมาะสมข้อควรระวัง: ไม่เหมาะกับหินอ่อน หินปูน หินขัด และหินธรรมชาติที่มีแร่แคลไซต์เป็นส่วนประกอบ🪨 พื้นหินอ่อนและหินธรรมชาติHG natural stone cleaner streak freeผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับพื้นหินธรรมชาติ เช่นหินอ่อนหินไลม์สโตนหินทราเวอร์ทีนหินขัดหินแกรนิตสูตรได้รับการออกแบบสำหรับการดูแลพื้นหินธรรมชาติ โดยไม่ใช้กรดหรือด่างที่ไม่เหมาะกับพื้นผิวประเภทนี้เหมาะสำหรับ: การดูแลพื้นหินธรรมชาติเป็นประจำ โดยเฉพาะพื้นผิวที่ต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม✨ อยากทำความสะอาดหินธรรมชาติพร้อมดูแลความเงาHG natural stone cleaner shine restorerสำหรับทำความสะอาดและช่วยดูแลความเงาของพื้นหินธรรมชาติ เช่น หินอ่อน หินแกรนิต หินปูน หินทราเวอร์ทีน และหินขัดเหมาะกับพื้นที่ผ่านการเคลือบหรือดูแลพื้นผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม🪵 พื้นไม้ลามิเนตHG laminate cleaner shine restorerสำหรับทำความสะอาดพื้นไม้ลามิเนต พร้อมช่วยดูแลความเงาของพื้น เหมาะสำหรับการทำความสะอาดเป็นประจำสิ่งสำคัญสำหรับพื้นลามิเนตคือ อย่าใช้ผ้าหรือไม้ถูพื้นที่เปียกชุ่มเกินไปควรใช้เพียงผ้าหมาด ๆ ตามคำแนะนำ เพื่อหลีกเลี่ยงความชื้นส่วนเกินบนพื้น🪵 พื้นไม้ปาร์เก้เคลือบผิวHG parquet cleaner shine restorerสำหรับพื้นไม้ปาร์เก้หรือพื้นไม้ที่ผ่านการเคลือบด้วย วานิช โพลียูรีเทน หรือแลคเกอร์ ช่วยทำความสะอาดพร้อมดูแลความเงาและความสวยงามของพื้นข้อควรระวัง: ไม่เหมาะกับพื้นไม้ที่ไม่ได้เคลือบผิว พื้นไม้อัด หรือพื้นไม้ลามิเนต✨ พื้นไวนิลและกระเบื้องยางHG vinyl cleaner shine restorerสำหรับทำความสะอาดพื้นไวนิลและกระเบื้องยาง พร้อมช่วยดูแลความเงาของพื้น เหมาะสำหรับการทำความสะอาดเป็นประจำ▶ พื้นสะอาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ถูกี่ครั้ง”ท้ายที่สุด หากถูพื้นแล้วรู้สึกว่ายังไม่สะอาด...คำตอบอาจไม่ใช่การหยิบไม้ถูพื้นขึ้นมาแล้ว “ถูอีกรอบ”แต่อาจต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นว่าเรากำจัดฝุ่นก่อนถูดีพอหรือยัง?น้ำในถังสกปรกจนควรเปลี่ยนหรือยัง?ผ้าหรือไม้ถูพื้นสะอาดหรือไม่?ผสมน้ำยาตามอัตราส่วนที่แนะนำหรือเปล่า?และที่สำคัญ... เราใช้น้ำยาถูกประเภทกับพื้นของเราหรือยัง?เพราะพื้นแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกันการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และทำความสะอาดตามวิธีที่ถูกต้อง จึงช่วยให้เราไม่จำเป็นต้อง...“ถูบ้านเป็นล้านครั้ง”เพื่อให้ได้พื้นบ้านที่ดูและรู้สึกสะอาดอย่างที่ต้องการ
เต็มที่ทุกเมนูรังสรร หมดห่วงทุก #คราบมัน... แถมยังแฮปปี้ทุกครั้งที่ได้เข้าครัว

4 สิงหาคม 2566

เต็มที่ทุกเมนูรังสรร หมดห่วงทุก #คราบมัน... แถมยังแฮปปี้ทุกครั้งที่ได้เข้าครัว
คราบมันในครัว ขจัดอย่างไร? ตัวช่วยทำความสะอาดคราบไขมันให้ครัวสะอาดง่ายขึ้นการทำอาหารให้อร่อยเริ่มจากวัตถุดิบที่ดี แต่ ความสะอาดของพื้นที่ครัว ก็สำคัญไม่แพ้กันโดยเฉพาะ คราบไขมัน ที่เกิดขึ้นได้แทบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหาร การทอด ผัด หรือการปรุงเมนูต่าง ๆ หากปล่อยทิ้งไว้นาน คราบเหล่านี้อาจเหนียวขึ้น จับฝุ่นและสิ่งสกปรก และทำความสะอาดได้ยากกว่าเดิมคราบไขมันในครัวเกิดจากอะไร?คราบมันที่พบในครัวมักมาจากหลายแหล่ง เช่นน้ำมันและไขมันจากการเตรียมวัตถุดิบละอองน้ำมันที่กระเด็นระหว่างการทอดหรือผัดคราบอาหารและซอสที่ตกค้างบนพื้นผิวคราบมันสะสมบริเวณเตา ผนัง หรือท็อปเคาน์เตอร์คราบที่หลงเหลือจากการทำความสะอาดไม่หมดบริเวณที่พบคราบมันได้บ่อย ได้แก่ เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน ผนังรอบเตา ท็อปเคาน์เตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในครัวทำไมคราบมันยิ่งทิ้งไว้นาน ยิ่งทำความสะอาดยาก?คราบไขมันใหม่มักเช็ดออกได้ง่ายกว่าคราบที่สะสมเป็นเวลานานเมื่อไขมันถูกความร้อนซ้ำ ๆ หรือจับตัวร่วมกับฝุ่นและเศษอาหาร คราบอาจกลายเป็นชั้นเหนียวติดแน่นกับพื้นผิว ทำให้ต้องใช้เวลาและแรงในการทำความสะอาดมากขึ้นดังนั้น การเช็ดคราบมันหลังใช้งานครัวเป็นประจำจึงช่วยลดการสะสมของคราบหนักในระยะยาวน้ำเปล่าอย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับคราบไขมันน้ำและไขมันไม่สามารถผสมกันได้ง่าย การใช้เพียงน้ำเปล่าจึงอาจทำให้คราบมันกระจายไปบนพื้นผิวแทนที่จะถูกขจัดออกหลายบ้านจึงนิยมใช้วิธีต่าง ๆ เช่นเบกกิ้งโซดาน้ำส้มสายชูน้ำสบู่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์แต่พื้นผิวภายในครัวมีหลายประเภท และแต่ละวัสดุก็มีข้อจำกัดต่างกัน การใช้สารหรือวิธีที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้พื้นผิวเกิดรอย เปลี่ยนสี หรือเสียหายได้จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับทั้ง ชนิดของคราบและพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาดผลิตภัณฑ์ขจัดคราบไขมันทำงานอย่างไร?ผลิตภัณฑ์สำหรับขจัดคราบไขมันได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้คราบมันที่เกาะอยู่บนพื้นผิวหลุดออกและเช็ดล้างได้ง่ายขึ้นจึงเหมาะกับการทำความสะอาดพื้นที่ที่มีคราบมันสะสมจากการทำอาหาร เช่นเตาและบริเวณรอบเตาเครื่องดูดควันท็อปเคาน์เตอร์ผนังบริเวณครัวพื้นผิวและอุปกรณ์ครัวที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์HG Grease Away ตัวช่วยสำหรับคราบไขมันในครัวHG Grease Away เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการคราบไขมันและคราบมันจากการทำอาหารโดยเฉพาะช่วยให้คราบไขมันที่เกาะอยู่บนพื้นผิวหลุดออกได้ง่ายขึ้น จึงเหมาะสำหรับการทำความสะอาดประจำวันและการจัดการคราบมันบริเวณต่าง ๆ ภายในครัวสำหรับพื้นผิวที่ไม่คุ้นเคยหรือวัสดุที่มีความละเอียดอ่อน ควรทดสอบผลิตภัณฑ์บริเวณเล็ก ๆ ที่ไม่เด่นก่อนใช้งานจริง และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากทุกครั้งพื้นผิวในครัวมีหลายชนิด ต้องเลือกวิธีทำความสะอาดให้เหมาะสมภายในครัวอาจประกอบด้วยวัสดุหลากหลายประเภท เช่นสแตนเลสอะลูมิเนียมเซรามิกพลาสติกกระเบื้องหินธรรมชาติวัสดุท็อปเคาน์เตอร์ชนิดต่าง ๆแต่ละวัสดุสามารถตอบสนองต่อน้ำยาทำความสะอาดแตกต่างกัน จึงไม่ควรสรุปว่าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวสามารถใช้ได้กับทุกพื้นผิวโดยไม่ตรวจสอบก่อนอยากให้ครัวสะอาดง่าย ควรจัดการคราบมันตั้งแต่เนิ่น ๆวิธีที่ช่วยลดภาระในการทำความสะอาดได้ดีที่สุดคือ อย่าปล่อยให้คราบสะสมนานเกินไปหลังทำอาหาร ควรเช็ดคราบน้ำมันและคราบอาหารออกเมื่อพื้นผิวเย็นลงแล้ว รวมถึงทำความสะอาดบริเวณรอบเตาและท็อปเคาน์เตอร์อย่างสม่ำเสมอเมื่อมีผลิตภัณฑ์ขจัดคราบไขมันที่เหมาะสมเป็นตัวช่วย การดูแลครัวให้สะอาดก็ทำได้ง่ายขึ้น และคุณก็สามารถเต็มที่กับทุกเมนูได้โดยไม่ต้องกังวลกับคราบมันสะสมHG Grease Away — ตัวช่วยจัดการคราบไขมัน เพื่อครัวที่ดูสะอาดและพร้อมสำหรับทุกเมนู
ใช้ “HG” แก้ท่อตัน!!! เห็นผลทันที เริ่มตั้งแต่ 5 นาทีแรก*!!!

11 กรกฎาคม 2566

ใช้ “HG” แก้ท่อตัน!!! เห็นผลทันที เริ่มตั้งแต่ 5 นาทีแรก*!!!
ท่อตัน แก้อย่างไร? รู้จักการทำงานของ HG Drain and Plug Unblockerปัญหา ท่อน้ำอุดตัน เป็นหนึ่งในปัญหาภายในบ้านที่สร้างความรำคาญได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณอ่างล้างหน้า ห้องน้ำ หรือท่อน้ำทิ้งที่มีคราบสบู่ เส้นผม ไขมัน และสิ่งสกปรกสะสมอยู่ภายในเมื่อเริ่มสังเกตว่าน้ำไหลช้าลง มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือมีน้ำเอ่อล้นขึ้นมา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าท่อระบายน้ำเริ่มมีสิ่งอุดตันสะสมอยู่ภายในสาเหตุของท่อน้ำอุดตันที่พบได้บ่อยสิ่งอุดตันภายในท่อมักเกิดจากการสะสมของคราบและสิ่งสกปรกหลายประเภท เช่นคราบสบู่เส้นผมแชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายไขมันและคราบมันเศษอาหารสิ่งสกปรกที่สะสมตามข้อต่อหรือทางโค้งของท่อน้ำทิ้งเมื่อคราบเหล่านี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ พื้นที่ภายในท่อจะค่อย ๆ แคบลง จนทำให้น้ำระบายช้าและอาจนำไปสู่การอุดตันในที่สุดทำไม Bleach, เบกกิ้งโซดา หรือน้ำส้มสายชูอาจไม่เหมาะกับท่อตันทุกกรณีสารฟอกขาว เบกกิ้งโซดา และน้ำส้มสายชูเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำมาใช้ทำความสะอาดภายในบ้านกันอย่างแพร่หลายอย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดพื้นผิวกับการ สลายสิ่งอุดตันภายในท่อ เป็นคนละเรื่องกันสิ่งอุดตันในท่อน้ำอาจประกอบด้วยไขมัน เส้นผม คราบสบู่ หรือเศษอินทรีย์ที่จับตัวกันแน่น ซึ่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไปอาจไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกกรณีนอกจากนี้ ไม่ควรนำสารเคมีหลายชนิดมาผสมกันเอง เพราะอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายได้HG Drain and Plug Unblocker ทำงานอย่างไร?HG Drain and Plug Unblocker ได้รับการพัฒนาสำหรับช่วยขจัดสิ่งอุดตันภายในท่อระบายน้ำโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทำงานผ่านปฏิกิริยาทางเคมีที่ช่วยให้คราบไขมันและสิ่งสกปรกบางประเภทอ่อนตัว แตกตัว และหลุดออกได้ง่ายขึ้นจึงเหมาะสำหรับปัญหาท่ออุดตันที่เกิดจากคราบสะสม เช่นคราบสบู่เส้นผมคราบมันผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายสิ่งสกปรกสะสมภายในท่อน้ำทิ้งเริ่มทำปฏิกิริยาตั้งแต่ 5 นาทีแรกเมื่อใช้ในปริมาณตามคำแนะนำบนฉลาก HG Drain and Plug Unblocker จะเริ่มทำปฏิกิริยากับสิ่งอุดตันภายในท่อได้ตั้งแต่ประมาณ 5 นาทีแรกสำหรับการอุดตันที่มากขึ้น ควรปล่อยผลิตภัณฑ์ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการทำงานกับคราบและสิ่งอุดตันจากนั้นจึงล้างท่อด้วยน้ำสะอาดหมายเหตุ: ระยะเวลาในการทำงานอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของสิ่งอุดตัน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้งวิธีใช้ HG Drain and Plug Unblockerเทผลิตภัณฑ์ลงในท่อระบายน้ำในปริมาณตามที่ระบุบนฉลากปล่อยให้ผลิตภัณฑ์ทำงานอย่างน้อย 5 นาทีสำหรับการอุดตันที่มากขึ้น ควรรอประมาณ 30 นาทีล้างท่อด้วยน้ำสะอาดตามคำแนะนำหลีกเลี่ยงการผสมผลิตภัณฑ์กับน้ำยาทำความสะอาดหรือสารเคมีชนิดอื่นป้องกันท่อตันได้อย่างไร?นอกจากการแก้ปัญหาเมื่อท่อเริ่มอุดตันแล้ว การป้องกันตั้งแต่ต้นยังช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาในระยะยาวได้ควรหมั่นสังเกตการระบายน้ำและลดการปล่อยสิ่งสกปรกลงท่อ เช่นเก็บเส้นผมออกจากตะแกรงท่อเป็นประจำหลีกเลี่ยงการเทน้ำมันหรือไขมันลงท่อกำจัดเศษอาหารก่อนล้างภาชนะทำความสะอาดบริเวณปากท่ออย่างสม่ำเสมอหากน้ำเริ่มระบายช้า ควรรีบจัดการก่อนเกิดการอุดตันรุนแรงแก้ปัญหาท่อตันด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเมื่อท่อเริ่มระบายช้า การจัดการตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยลดการสะสมของสิ่งอุดตันก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้นHG Drain and Plug Unblocker เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการจัดการท่อระบายน้ำอุดตันจากคราบและสิ่งสกปรกสะสม โดยออกแบบมาเพื่อทำงานกับปัญหาภายในท่อโดยเฉพาะเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้งาน ควรอ่านและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง
สรุปแล้ว… จะเอาแค่เรื่อง “กลิ่นที่สะอาด” หรือต้องการ “ความรู้สึกที่สะอาด” กันแน่!!!

12 เมษายน 2566

สรุปแล้ว… จะเอาแค่เรื่อง “กลิ่นที่สะอาด” หรือต้องการ “ความรู้สึกที่สะอาด” กันแน่!!!
“กลิ่นสะอาด” กับ “ความรู้สึกสะอาด” เหมือนกันจริงหรือ?เวลาเลือกซื้อ “ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด” สิ่งที่เราคาดหวังคงหนีไม่พ้นความสามารถในการ ขจัดคราบ ปกป้องพื้นผิว และช่วยคืนความสวยงามให้กับวัสดุแต่มีอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนใช้ตัดสินว่า...“ตรงนี้สะอาดแล้วหรือยัง?”นั่นก็คือ “กลิ่น”สำหรับหลายคน เมื่อห้องน้ำ ห้องครัว หรือพื้นบ้านมีกลิ่นหอมหลังทำความสะอาด ความรู้สึกแรกที่ตามมาก็คือ“สะอาดแล้ว”แต่ในความเป็นจริง...“กลิ่นที่สะอาด” (Smell of Clean)อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับ“ความรู้สึกของความสะอาด” (Feel of Clean)▶ ทำไมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจึงต้องมีกลิ่นหอม?น้ำหอม หรือ Fragrance ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีระหว่างและหลังการใช้งาน รวมถึงช่วยแต่งหรือปกปิดกลิ่นของส่วนประกอบบางชนิดในสูตรผลิตภัณฑ์สารที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นสามารถมีได้หลายรูปแบบ เช่นSynthetic Fragrancesสารให้กลิ่นที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างกลิ่นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กลิ่นดอกไม้ กลิ่นสะอาด หรือกลิ่นสดชื่นFragrance / Odour Masking Ingredientsส่วนประกอบที่ใช้เพื่อช่วยกลบหรือปรับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ของผลิตภัณฑ์จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้บริโภคจำนวนมากจะคุ้นเคยกับความรู้สึกว่า“ยิ่งหอม = ยิ่งสะอาด”ทั้งที่ในทางปฏิบัติ ทั้งสองเรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน▶ เมื่อ “กลิ่นหอม” ไม่ได้เหมาะกับทุกคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่อง Fragrance Sensitivity หรือความไวต่อผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่น ได้รับความสนใจมากขึ้นมีงานศึกษาที่รายงานว่าผู้บริโภคบางส่วนอาจมีอาการไม่พึงประสงค์เมื่อสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหรือส่วนประกอบของน้ำหอม โดยความไวต่อกลิ่นและการตอบสนองของแต่ละบุคคลสามารถแตกต่างกันได้นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราเห็นผลิตภัณฑ์ในตลาดมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นFragranced / Unscented / Fragrance-Freeเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและความชอบที่แตกต่างกันของผู้ใช้แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเราควรเลือกผลิตภัณฑ์จาก “กลิ่น” หรือ “ประสิทธิภาพในการทำความสะอาด”?▶ Smell of Clean ≠ Feel of Cleanลองนึกภาพง่าย ๆหากเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมมากในห้องน้ำ เมื่อเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง เราอาจรู้สึกทันทีว่า“ห้องน้ำสะอาดจัง”แต่กลิ่นหอมเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกเราว่า คราบหินปูน คราบสบู่ คราบไขมัน หรือสิ่งสกปรกบนพื้นผิวถูกกำจัดออกไปแล้วหรือไม่ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจมีกลิ่นเฉพาะตัวของส่วนประกอบในสูตร แต่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับคราบประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะดังนั้น แทนที่จะถามว่า...“หลังทำความสะอาดแล้วหอมไหม?”เราอาจลองเปลี่ยนคำถามเป็น...“หลังทำความสะอาดแล้ว คราบที่ต้องการกำจัดหายไปหรือยัง?”เพราะนี่ต่างหากคือหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญของ “ความสะอาด”▶ แล้วทำไมผลิตภัณฑ์ HG บางชนิดจึงมีกลิ่นเฉพาะตัว?HG พัฒนาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหา ตามประเภทของคราบและพื้นผิวผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจึงมีสูตร วิธีใช้ และระยะเวลาที่แนะนำให้ผลิตภัณฑ์สัมผัสกับพื้นผิวแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ HG บางชนิดอาจมีกลิ่นเฉพาะตัวของส่วนประกอบในสูตร ซึ่งระดับการรับรู้กลิ่นของผู้ใช้แต่ละคนก็อาจแตกต่างกันออกไปสิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ การใช้งานตามคำแนะนำบนฉลาก▶ “ทิ้งไว้ XX นาที” ไม่ได้เขียนไว้โดยไม่มีเหตุผลหากเคยอ่านวิธีใช้ผลิตภัณฑ์ HG คุณอาจพบคำแนะนำในลักษณะว่าฉีดหรือใช้ผลิตภัณฑ์ลงบนบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด ทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่ระบุ ก่อนดำเนินการในขั้นตอนถัดไประยะเวลาของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากของผลิตภัณฑ์ทุกครั้งช่วงเวลานี้มีความสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่ผลิตภัณฑ์ได้สัมผัสและทำงานกับคราบบนพื้นผิวตามวิธีการใช้งานที่กำหนดไว้แทนที่จะฉีดแล้วรีบขัดทันที...ให้ผลิตภัณฑ์ได้ทำหน้าที่ของมันก่อน แล้วจึงทำตามขั้นตอนต่อไปที่ระบุบนฉลากอาจช่วยให้เราไม่ต้องใช้แรงมากเกินความจำเป็น และใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น▶ ความสะอาดที่ดี ไม่ได้วัดกันที่ “กลิ่น” เพียงอย่างเดียวท้ายที่สุดแล้ว การทำความสะอาดที่ดีไม่ควรตัดสินจากเพียงว่า...“หอมแค่ไหน?”แต่ควรพิจารณาว่าคราบถูกกำจัดหรือไม่?ผลิตภัณฑ์เหมาะกับพื้นผิวนั้นหรือไม่?เราใช้งานในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่?และที่สำคัญ เราปฏิบัติตามคำแนะนำและข้อควรระวังบนฉลากหรือไม่?เพราะกลิ่นหอมอาจสร้าง “Smell of Clean”แต่การเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับปัญหา และใช้งานอย่างถูกวิธีต่างหาก ที่จะพาเราเข้าใกล้“Feel of Clean”ความสะอาดที่เราไม่ได้เพียงแค่ “ได้กลิ่น”แต่สามารถ “สัมผัสและมองเห็นผลลัพธ์ได้จริง”HG — ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่พัฒนาขึ้นเพื่อจัดการปัญหาอย่างตรงจุด
“น้ำยาถูพื้นที่ใช่” จะไม่ทําลายชั้นเคลือบผิว!!!

9 มีนาคม 2566

“น้ำยาถูพื้นที่ใช่” จะไม่ทําลายชั้นเคลือบผิว!!!
“น้ำยาถูพื้นที่ใช่” จะไม่ทําลายชั้นเคลือบผิว!!!  เพราะนอกจาก “ชั้นเคลือบผิว ” (Coating Layer) จะเป็นดั่งปราการชั้นสำคัญของพื้นวัสดุซึ่งช่วยป้องกันสิ่งสกปรก, การสะสมของคราบ และรอยขีดข่วนต่างๆ จากการสัญจรด้วยในเวลาเดียวกัน แล้วยังช่วยลดโอกาสการสร้างความเสียหายต่อชั้นโครงสร้าง เช่น คราบฝุ่นฝังแน่น ความหมองคล้ำ หรือเกิดรอยร้าวผุพังต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย และเพราะ ชั้นเคลือบพื้นผิวได้รับการออกแบบ และมีองค์ประกอบตามลักษณะโครงสร้างของพื้นชนิดนั้นๆ ที่แตกต่างกันนี้เอง จึงทำให้การเลือกใช้ “น้ำยาถูพื้น ” สำหรับวัสดุชนิดนั้นๆ เพื่อตอบโจทย์การทำความสะอาด และไม่ทำลายชั้นเคลือบผิวอย่างมีประสิทธิภาพย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของการดูแลพื้นบ้านให้สวยใส และสะอาดตาได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง HG ใช้แล้ว ใช่เลย

Available Now!!!
HG Floor Cleaning Product @ Tops, Lotus, Villa Market 1. HG ลามิเนต วอชแอนด์ไชน์ สำหรับพื้นลามิเนต 2. HG ปาร์เก้ วอชแอนด์ไชน์ สำหรับพื้นไม้ปาร์เก้ 3. HG มาร์เบิล วอชแอนด์ไชน์ สำหรับพื้นหินอ่อน และหินแกรนิต 4. HG สตรีคฟรี สำหรับพื้นกระเบื้องผิวเงา “HG ลามิเนต วอชแอนด์ไชน์” สำหรับพื้นลามิเนต  ทำความสะอาดพื้นไม้ลามิเนตและพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ประจำสัปดาห์ สูตรเข้มข้น กลิ่นหอมสดชื่น และให้ความเงา ช่วยให้พื้นไม้ลามิเนตดูสวยเหมือนใหม่ ใช้ได้กับพื้นไม้ลามิเนตทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ วิธีใช้ ผสมผลิตภัณฑ์กับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 หรือ 1 ต่อ 50 ถ้ำพื้นสกปรกมาก 2. ใช้ผ้าหรือม็อบถูพื้นชุบผลิตภัณฑ์ที่เตรียมไว้ให้เปียกพอหมาด ๆ (อย่าให้พื้นเปียกชุ่มมาก เพราะอาจทำให้พื้นบวมได้) 3. ถูพื้นในบริเวณที่ต้องการ ปล่อยไว้ให้แห้งเองโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างออก 

*ข้อควรระวัง* ระวังอย่าให้น้ำยากระเด็นเข้าตา และสัมผัสผิวหนังอย่าถูพื้นจนเปียกชุ่ม เพราะน้ำจะซึมลงที่รอยต่อทำให้ไม้ลามิเนตบวม 

วิธีเก็บรักษา ปิดฝาให้สนิท เก็บ ไว้ในที่แห้งและมิดชิด ห่างจากเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟ ความร้อน “HG ปาร์เก้ วอชแอนด์ไชน์” สำหรับพื้นไม้ปาร์เก้ ทำความสะอาดประจำวัน และให้ความเงาในคราวเดียว สูตรเข้มข้น มีกลิ่น หอมสดชื่น ใช้สำหรับพื้นไม้ปาร์เก้ที่เคลือบผิวด้วยโพลียูรีเทน, วานิช, แลคเกอร์ ทำให้พื้นไม้เงาสวยเหมือนใหม่อยู่เสมอ ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 

วิธีใช้ ผสมผลิตภัณฑ์กับน้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 (50 มล. ต่อน้ำ 5 ลิตร) หรือผสมน้ำในปริมาณน้อยลงในกรณีที่พื้นสกปรกมาก ใช้ผ้าหรือ ไม้ถูพื้นทำความสะอาดในบริเวณที่ต้องการ ปล่อยทิ้งไว้ให้พื้นแห้งเอง 

*ข้อควรระวัง*ระวังอย่าให้น้ำยากระเด็นเข้าตาห้ามใช้กับพื้นไม้อัด ,พื้นไม้ลามิเนต, คลิกปาร์เก้, พื้นไม้จรงิที่ไม่ได้เคลือบผิวด้วยแล็คเกอร์, วานิช, โพลียูริเทน ให้ใช้เอชจี ลามิเนต วอชแอนด์ไชน์แทน 

วิธีเก็บรักษา
• ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและมิดชิด ห่างจากเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟ ความร้อน “HG มาร์เบิล วอชแอนด์ไชน์” สำหรับพื้นหินอ่อน และหินแกรนิต  ทำความสะอาดพื้นประจำวันสำหรับหินอ่อน, หินแกรนิต , ไลม์สโตน, หินขัด , ปูนเปลือย และหินธรรมชาติทุกชนิด โดยไม่กัดกร่อนพื้นผิว สูตรเข้มข้น นอกจากจะทำความสะอาดแล้วยังให้ความเงา และกลิ่นหอมทุกครั้งที่ถูพื้น 

วิธีใช้ ผสมผลิตภัณฑ์กับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 ต่อ 100  ใช้ผ้ำหรือไม้ถูพื้นทำความสะอาดในบริเวณที่ต้องการ ปล่อยไว้ให้พื้นแห้งเองปริมาณการใช้ 1 ลิตร ใช้ได้ประมาณ 20 ครั้ง 

*ข้อควรระวัง*
ระวังอย่าให้น้ำยากระเด็นเข้าตาและถูกผิวหนัง 

วิธีเก็บรักษา
• ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและมิดชิด ห่างจากเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟ ความร้อน “HG สตรีคฟรี” สำหรับพื้นกระเบื้องผิวเงา ผลิตภัณฑสูตรเข้มข้น สำหรับทำความสะอาดประจำวันกระเบื้องผิวเงาโดยไม่ทิ้งรอยคราบ ให้กลิ่นหอมสดชื่น ใช้ได้กับกระเบื้องแกรนิตโต้ (พอร์ซเลน) ผิวขัดมัน , polished, กระเบื้องเซรามิค ชนิดเคลือบ, หินแกรนิตผิวขัดมัน , หินธรรมชาติผิวขัดมันชนิดที่ไม่มีแร่แคลไซด์เป็นส่วนประกอบ 

วิธีใช้ ผสมผลิตภัณฑ์กับน้ำในอัตราส่วน 1:100 (หรือ 1 : 50 ในกรณีมีคราบสกปรก ) ใช้ม็อบถูพื้นชุบแล้ว เช็ดถูบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด
 ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งเอง คำแนะนํา หลังใช้ผลิตภัณฑ์แล้วยังมีรอยคราบบนพื้นผิวอาจมีสาเหตุดังนี้ เคยใช้น้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่นมาก่อน (ให้ล้างน้ำยาที่ตกค้างบนพื้นผิวออกให้หมดด้วยเอชจี รีมูฟเวอร์ หรือเอชจี เอ็กซ์ พาว คลีนเนอร์) ม็อบชุบน้ำยาชุ่มเกินไป ผสมผลิตภัณฑ์เอชจี สตรีคฟรี เข้มข้นเกินไป (ควรผสมน้ำมากขึ้น)น้ำยาที่ใช้สกปรกมากแล้ว ควรเททิ้ง แล้วผสมน้ำยาใหม่ให้แก้ปัญหาด้วยการใช้ผ้าแห้งสะอาด เช็ดถูรอยคราบนั้นออก 
*ข้อควรระวัง* • ระวังอย่าให้น้ำยากระเด็นเข้าตา และถูกผิวหนัง • ควรสวมถุงมือเพื่อป้องกันการระคายเคือง • ห้ามใช้กับหินอ่อน , หินปูน , หินขัด, หินธรรมชาติที่มีแร่แคลไซค์เป็นส่วนประกอบ 

วิธีเก็บรักษา
• ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและมิดชิด ห่างจากเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟ ความร้อน
ตู้เซฟแคชเชียร์ที่พี่ ๆ ร้านอาหารไว้วางใจ!!!

15 กุมภาพันธ์ 2566

ตู้เซฟแคชเชียร์ที่พี่ ๆ ร้านอาหารไว้วางใจ!!!
ตู้เซฟเก็บเงินสดสำหรับร้านค้า ช่วยจัดการเงินสดและเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างไร?สำหรับร้านอาหาร ร้านค้าปลีก หรือธุรกิจที่มีการรับเงินสดตลอดทั้งวัน การจัดการเงินสดไม่ได้มีเพียงเรื่องของการนับยอดให้ถูกต้อง แต่ยังรวมถึง การควบคุมการเข้าถึงและลดความเสี่ยงระหว่างวันโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีลูกค้าจำนวนมาก การนำเงินสดออกจากลิ้นชักแคชเชียร์เป็นระยะและจัดเก็บไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า สามารถเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของระบบบริหารเงินสดภายในร้านนี่คือหน้าที่ของ Deposit Safe หรือตู้เซฟเก็บเงินสดสำหรับร้านค้า ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการฝากเงินระหว่างวันโดยเฉพาะDeposit Safe คืออะไร?Deposit Safe เป็นตู้เซฟที่มีช่องสำหรับนำเงินสดหรือซองเงินเข้าไปจัดเก็บ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดประตูหลักของตู้ทุกครั้งพนักงานจึงสามารถนำเงินจากจุดแคชเชียร์มาฝากลงในตู้ได้ตามขั้นตอนที่ธุรกิจกำหนด ขณะที่การเปิดประตูหลักเพื่อเข้าถึงเงินภายในสามารถจำกัดไว้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตระบบลักษณะนี้จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีเงินสดหมุนเวียนระหว่างวัน เช่นร้านอาหารและคาเฟ่ร้านค้าปลีกร้านสะดวกซื้อโรงแรมสถานีบริการธุรกิจที่มีจุดรับชำระเงินหรือแคชเชียร์ทำไมร้านค้าไม่ควรเก็บเงินสดทั้งหมดไว้ที่แคชเชียร์?หากเงินสดจากการขายสะสมอยู่ในลิ้นชักแคชเชียร์ตลอดทั้งวัน จำนวนเงินที่สามารถเข้าถึงได้จากจุดขายก็จะเพิ่มขึ้นตามยอดขายการกำหนดขั้นตอน Cash Drop หรือการนำเงินสดส่วนเกินออกจากจุดแคชเชียร์ไปฝากไว้ใน Deposit Safe เป็นระยะ ช่วยให้ธุรกิจสามารถแยกขั้นตอน “รับเงิน” ออกจาก “เข้าถึงเงินที่จัดเก็บแล้ว” ได้ชัดเจนขึ้นนอกจากช่วยเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการควบคุมเงินสดภายในองค์กรได้อีกด้วยSentrySafe Deposit Safe ออกแบบมาเพื่อการจัดการเงินสดตู้เซฟเก็บเงินสด SentrySafe Deposit Safe ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการฝากเงินและการควบคุมการเข้าถึงในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจฟีเจอร์สำคัญของแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน โดยมีคุณสมบัติที่ควรพิจารณา เช่นDigital Lock – ระบบล็อกดิจิทัลระบบล็อกดิจิทัลช่วยควบคุมการเปิดประตูตู้เซฟด้วยรหัสที่กำหนด และช่วยให้ธุรกิจสามารถจำกัดการเข้าถึงเงินภายในไว้สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตDelay Mode – ระบบหน่วงเวลาในรุ่นที่รองรับ Delay Mode ระบบสามารถเพิ่มช่วงเวลารอก่อนการเข้าถึงตู้เซฟตามการตั้งค่าของระบบ ช่วยเพิ่มอีกหนึ่งขั้นตอนในการควบคุมการเปิดตู้Deposit Slot – ฝากเงินโดยไม่ต้องเปิดตู้เซฟช่องฝากเงินช่วยให้พนักงานสามารถนำเงินหรือซองเงินเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บได้โดยไม่ต้องเปิดประตูหลักจุดเด่นของระบบนี้คือ ผู้ที่มีหน้าที่ “ฝากเงิน” ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่มีสิทธิ์ “เปิดตู้และนำเงินออก”Anti-Fish Design – ลดการเข้าถึงเงินผ่านช่องฝากช่องฝากเงินได้รับการออกแบบเพื่อลดโอกาสในการใช้มือหรืออุปกรณ์สอดเข้าไปเพื่อนำสิ่งของภายในกลับออกมาทางช่องฝากAnti-Drill Door – เพิ่มการป้องกันบริเวณประตูโครงสร้างบริเวณประตูได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มความต้านทานต่อความพยายามในการเจาะเข้าถึงกลไกของตู้เซฟSteel Construction – โครงสร้างเหล็กตัวตู้ผลิตจากเหล็กเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานด้านการจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยของเงินสดภายในธุรกิจLive-Locking Bolts – ระบบกลอนล็อกในรุ่นที่มาพร้อม 3 Live-Locking Bolts กลอนล็อกจะทำงานร่วมกับประตูเพื่อเพิ่มจุดยึดระหว่างประตูกับตัวตู้เมื่ออยู่ในสถานะล็อกBolt-Down Hardware – ยึดตู้เซฟกับโครงสร้างตู้เซฟที่สามารถล็อกได้อย่างแข็งแรงก็ยังควรได้รับการติดตั้งอย่างเหมาะสมBolt-Down Hardware ช่วยให้สามารถยึดตู้เซฟเข้ากับพื้นหรือโครงสร้างตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายตู้เซฟทั้งใบออกจากตำแหน่งติดตั้งDeposit Safe ต่างจากตู้เซฟทั่วไปอย่างไร?ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ความแข็งแรงของตู้ แต่คือ รูปแบบการใช้งานตู้เซฟทั่วไปมักต้องเปิดประตูเพื่อนำทรัพย์สินเข้าและออกทุกครั้ง แต่ Deposit Safe ถูกออกแบบให้สามารถ ฝากเงินเข้าได้โดยไม่ต้องเปิดพื้นที่จัดเก็บหลักจึงเหมาะกับสถานการณ์ที่มีพนักงานหลายคนรับชำระเงิน แต่ต้องการจำกัดจำนวนบุคคลที่สามารถเข้าถึงเงินสดที่ถูกฝากไว้แล้วเลือกตู้เซฟเก็บเงินสด ควรดูอะไรบ้าง?ก่อนเลือก Deposit Safe สำหรับธุรกิจ ควรพิจารณาจากลักษณะการใช้งานจริง เช่นปริมาณเงินสดที่รับในแต่ละวันจำนวนครั้งที่ต้องการฝากเงินระหว่างวันจำนวนพนักงานที่ใช้งานผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดตู้เซฟขนาดและตำแหน่งติดตั้งระบบล็อกและฟังก์ชันควบคุมการเข้าถึงความสามารถในการยึดตู้เซฟกับพื้นหรือโครงสร้างการเลือกจาก Workflow ของร้านจะช่วยให้ตู้เซฟไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับ “เก็บเงิน” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบบริหารจัดการเงินสดของธุรกิจจากแคชเชียร์สู่ระบบจัดการเงินสดที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจที่มีเงินสดหมุนเวียนทุกวัน การรักษาความปลอดภัยไม่ควรเริ่มต้นเมื่อร้านปิดเท่านั้น แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานตั้งแต่เงินถูกส่งมอบที่แคชเชียร์การนำ Cashier Safe เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Cash Handling ช่วยให้สามารถนำเงินสดออกจากจุดขายเป็นระยะ จำกัดการเข้าถึงเงินที่จัดเก็บ และสร้างขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้นSentrySafe Cashier Safe — อีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับการจัดการเงินสดและการรักษาความปลอดภัยภายในธุรกิจ
HG Tips เพื่อนคู่คิด พร้อมพิชิตหลังน้ำลด...

20 กันยายน 2565

HG Tips เพื่อนคู่คิด พร้อมพิชิตหลังน้ำลด...
ทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดอย่างไร? จัดการเชื้อรา คราบน้ำ และตะไคร่สะสมหลังน้ำลด สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำสิ่งของกลับเข้าบ้าน แต่คือการ ทำความสะอาดและทำให้พื้นที่แห้งโดยเร็ว เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อวัสดุภายในบ้าน รวมถึงลดการสะสมของความชื้น คราบสกปรก และเชื้อราโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน พื้น ผนัง เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุที่มีรูพรุนอาจดูดซับน้ำไว้ภายใน ทำให้การทำความสะอาดหลังน้ำลดต้องพิจารณามากกว่าคราบที่มองเห็นบนพื้นผิวหลังน้ำลด ควรเริ่มทำความสะอาดเมื่อไร?หากสภาพพื้นที่ปลอดภัย ควรเริ่มระบายอากาศ นำน้ำออก และทำให้บริเวณที่เปียกแห้งโดยเร็วที่สุดในช่วงแรกควรแยกหรือเคลื่อนย้ายวัสดุที่ดูดซับน้ำได้มากออกจากพื้นที่ เช่นเฟอร์นิเจอร์ไม้โซฟาและเบาะพรมผ้าม่านกล่องกระดาษวัสดุหรือของใช้ที่อมน้ำได้ง่ายการจัดการสิ่งของเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความชื้นสะสม และทำให้สามารถตรวจสอบพื้น ผนัง และบริเวณที่ถูกน้ำท่วมได้ง่ายขึ้นระวังเชื้อราหลังน้ำท่วมบริเวณที่มีความชื้นสูงเป็นเวลานานอาจเกิดเชื้อราบนผนัง พื้น ร่องยาแนว หรือวัสดุต่าง ๆ ภายในบ้านได้หากพบรอยดำ จุดเชื้อรา หรือกลิ่นอับ ควรจัดการบริเวณดังกล่าวอย่างเหมาะสมก่อนที่จะกลับมาใช้งานพื้นที่ตามปกติสิ่งสำคัญคือไม่ควรเพียงเช็ดคราบที่มองเห็นออกเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบด้วยว่า พื้นผิวและวัสดุด้านในแห้งสนิทหรือยัง เพราะหากความชื้นยังคงอยู่ เชื้อราอาจกลับมาเกิดซ้ำได้ทำความสะอาดเชื้อราอย่างไร?สำหรับเชื้อราที่เกิดบนพื้นผิวที่สามารถทำความสะอาดได้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับการกำจัดคราบเชื้อราโดยเฉพาะ และใช้งานตามคำแนะนำบนฉลากหลีกเลี่ยงการขัดแรงตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจทำให้คราบหรืออนุภาคกระจายออกไปยังบริเวณอื่นหากเชื้อราครอบคลุมพื้นที่กว้าง อยู่ในวัสดุที่ดูดซับน้ำมาก หรือเกิดขึ้นภายในผนังและโครงสร้าง อาจจำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบคราบน้ำและตะไคร่หลังน้ำลด ต้องดูมากกว่าพื้นผิวหลังน้ำลด มักพบคราบน้ำ คราบดิน ตะไคร่ หรือสิ่งสกปรกติดอยู่ตามพื้นกระเบื้องผนังร่องยาแนวพื้นซีเมนต์พื้นผิวหินพื้นที่ภายนอกบ้านโดยเฉพาะวัสดุที่มีลักษณะ พรุน (Porous Surface) สิ่งสกปรกอาจซึมเข้าไปในเนื้อวัสดุ ทำให้การเช็ดเฉพาะด้านบนอาจไม่เพียงพอจึงควรเลือกวิธีและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้เหมาะกับวัสดุแต่ละประเภทใช้คลอรีนหรือ Bleach ได้หรือไม่?ผลิตภัณฑ์ที่มีคลอรีนหรือ Bleach มักถูกนำมาใช้สำหรับการทำความสะอาดบางประเภท แต่ไม่ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกพื้นผิววัสดุบางชนิดอาจเกิดการซีด เปลี่ยนสี หรือเสียสภาพเมื่อสัมผัสกับสารเคมีที่แรงเกินไปดังนั้น ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ควรอ่านคำแนะนำบนฉลากตรวจสอบว่าเหมาะกับวัสดุนั้นหรือไม่ทดลองในจุดเล็ก ๆ ที่ไม่เด่นก่อนใช้งานไม่ผสมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหลายชนิดเข้าด้วยกันสวมอุปกรณ์ป้องกันตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์เลือกน้ำยาทำความสะอาดตามประเภทของปัญหาการทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดอาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์มากกว่าหนึ่งประเภท เพราะคราบที่พบมีลักษณะแตกต่างกันสำหรับคราบเชื้อราHG Mould Spray เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับช่วยขจัดคราบเชื้อราบนพื้นผิวที่เหมาะสม โดยควรใช้งานตามวิธีที่ระบุบนฉลากสำหรับคราบสกปรกสะสมบนพื้นและพื้นผิวต่าง ๆHG Tile Cleaner Extra Strong สามารถใช้เป็นตัวช่วยในการจัดการคราบสกปรกหนักบนพื้นผิวที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน ควรตรวจสอบชนิดของวัสดุและคำแนะนำบนฉลากทุกครั้ง โดยเฉพาะพื้นผิวที่มีความละเอียดอ่อน เช่น หินธรรมชาติหรือวัสดุเคลือบผิวบางชนิดขั้นตอนเบื้องต้นในการดูแลบ้านหลังน้ำลดตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่ก่อนเข้าทำความสะอาดระบายน้ำและเปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเทแยกวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ที่เปียกออกจากบริเวณกำจัดดิน โคลน และสิ่งสกปรกที่ตกค้างตรวจหาร่องรอยของเชื้อราและความชื้นเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้เหมาะกับประเภทของคราบทำให้พื้น ผนัง และวัสดุต่าง ๆ แห้งสนิทก่อนนำของกลับเข้าพื้นที่หลังน้ำลด อย่ามองแค่คราบที่เห็นการทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วมไม่ควรจบเพียงแค่ทำให้พื้นหรือผนัง “ดูสะอาด”สิ่งที่ควรให้ความสำคัญควบคู่กันคือ ความชื้นที่หลงเหลือ เชื้อรา คราบน้ำ และสิ่งสกปรกที่อาจสะสมอยู่ในพื้นผิวการเลือกวิธีทำความสะอาดให้เหมาะกับวัสดุ และจัดการพื้นที่อย่างเป็นขั้นตอน จะช่วยให้บ้านกลับมาสะอาดและพร้อมใช้งานได้อย่างมั่นใจมากขึ้นHG — ตัวช่วยสำหรับจัดการคราบเชื้อรา คราบน้ำ และคราบสกปรกหลังน้ำลดอ้างอิงข้อมูลจาก : www.fema.gov/pdf/rebuild/recover/ www.c-cure.com/doc/techBulletins/ www.floodsafety.com/national/property/cleanup/
HG Tips : ไกด์ทริค 3 วิธี... ดีต่อ “ร่องยาแนว”

23 สิงหาคม 2565

HG Tips : ไกด์ทริค 3 วิธี... ดีต่อ “ร่องยาแนว”
ร่องยาแนวดำ ทำความสะอาดอย่างไร? 3 วิธีดูแลร่องยาแนวให้สะอาดและลดคราบสะสมร่องยาแนวเป็นจุดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่กลับเป็นบริเวณที่สกปรกได้ง่าย โดยเฉพาะใน ห้องน้ำและห้องครัว ซึ่งต้องเจอกับทั้งน้ำ ความชื้น คราบสบู่ คราบไขมัน และสิ่งสกปรกอยู่เป็นประจำเนื่องจากยาแนวมีลักษณะเป็น วัสดุที่มีรูพรุน (Porous) จึงสามารถดูดซึมความชื้นและสิ่งสกปรกได้ หากปล่อยให้คราบสะสมเป็นเวลานาน ร่องยาแนวอาจค่อย ๆ หมองคล้ำ เกิดคราบฝังแน่น หรือมีคราบราดำตามมาแล้วจะดูแลร่องยาแนวอย่างไรให้สะอาด และไม่ต้องรอจนดำแล้วค่อยขัด?มาดู 3 วิธีดูแลร่องยาแนว ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในห้องน้ำและห้องครัวทำไมร่องยาแนวถึงสกปรกและดำง่าย?กิจวัตรประจำวันของเราเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญในห้องน้ำ ร่องยาแนวต้องสัมผัสกับน้ำ ความชื้น คราบสบู่ และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทุกวัน ขณะที่ร่องยาแนวในห้องครัวอาจต้องเจอกับคราบอาหาร น้ำมัน และสิ่งสกปรกจากการประกอบอาหารเมื่อคราบเหล่านี้สะสมอยู่บนพื้นผิวและซึมเข้าสู่รูพรุนของยาแนว ก็อาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่นร่องยาแนวหมองหรือเปลี่ยนสีคราบสกปรกฝังแน่นคราบไขมันสะสมคราบดำตามร่องยาแนวเชื้อราในบริเวณที่มีความชื้นสูงดังนั้น การดูแลร่องยาแนวที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการขัดให้กลับมาขาวเมื่อสกปรกแล้ว แต่ควรดูแลทั้ง การทำความสะอาด ลดความชื้น และปกป้องพื้นผิว1. ทำความสะอาดร่องยาแนวเป็นประจำวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดปัญหาคราบฝังแน่น คือ อย่าปล่อยให้คราบสะสมนานเกินไปโดยเฉพาะบริเวณพื้นห้องน้ำ ผนังใกล้ฝักบัว หลังเตา หรือพื้นที่ประกอบอาหาร ควรเช็ดและทำความสะอาดเป็นประจำ เพื่อช่วยลดการสะสมของคราบก่อนที่จะฝังแน่นลงในร่องยาแนวสำหรับคราบตามร่องยาแนว สามารถเลือกใช้ HG Grout Cleaner ผลิตภัณฑ์พร้อมใช้สำหรับทำความสะอาดร่องยาแนว ช่วยขจัดคราบสกปรกที่สะสมตามร่องยาแนวได้อย่างสะดวกหลังทำความสะอาด ควรล้างหรือเช็ดพื้นผิวตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลาก และปล่อยให้บริเวณดังกล่าวแห้งTip: หากใช้ถังน้ำในการทำความสะอาดพื้น ควรเปลี่ยนน้ำเมื่อเริ่มสกปรก เพื่อไม่ให้นำน้ำที่มีสิ่งสกปรกกลับไปเช็ดซ้ำบนพื้นและร่องยาแนวอีกครั้ง2. ลดความชื้น เพื่อช่วยป้องกันคราบราดำโดยเฉพาะในห้องน้ำ ความชื้นที่สะสมเป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราหลังอาบน้ำจึงควรช่วยให้พื้นที่แห้งเร็วขึ้น เช่นเปิดพัดลมระบายอากาศระหว่างและหลังอาบน้ำเปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทเช็ดน้ำที่ตกค้างบนพื้นและผนังไม่ปล่อยให้น้ำขังตามมุมหรือร่องต่าง ๆ เป็นเวลานานหากเริ่มพบ คราบราดำตามร่องยาแนว ควรรีบจัดการตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ควรรอให้คราบกระจายเป็นบริเวณกว้างสามารถเลือกใช้ HG Mould Spray ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับขจัดคราบเชื้อราและคราบราดำในบริเวณที่เหมาะสมตามคำแนะนำบนฉลากเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารฟอกขาว ควรเปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเท สวมถุงมือ และอ่านคำแนะนำรวมถึงข้อควรระวังบนฉลากก่อนใช้งานทุกครั้ง3. เคลือบร่องยาแนว ช่วยลดการซึมของคราบหลังจากทำความสะอาดร่องยาแนวจนสะอาดและปล่อยให้แห้งแล้ว อีกวิธีที่ช่วยให้ดูแลร่องยาแนวในระยะยาวได้ง่ายขึ้น คือ การเคลือบปกป้องร่องยาแนวเนื่องจากยาแนวมีรูพรุน หากไม่มีการปกป้อง น้ำ น้ำมัน และสิ่งสกปรกต่าง ๆ สามารถซึมเข้าไปและกลายเป็นคราบที่ทำความสะอาดได้ยากขึ้นHG Grout Protector เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเคลือบปกป้องร่องยาแนวโดยเฉพาะ ช่วยลดการซึมของน้ำ น้ำมัน ไขมัน และสิ่งสกปรกเข้าสู่ร่องยาแนว ทำให้การดูแลทำความสะอาดในครั้งต่อ ๆ ไปง่ายขึ้นก่อนเคลือบ ควรทำความสะอาดร่องยาแนวให้เรียบร้อยและตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นผิวแห้งสนิท พร้อมปฏิบัติตามวิธีใช้บนฉลากผลิตภัณฑ์ร่องยาแนวสะอาด เริ่มจาก “ทำความสะอาด + ลดความชื้น + ปกป้อง”ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่องยาแนวเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำแล้วจึงเริ่มดูแล เพราะคราบที่สะสมเป็นเวลานานมักทำความสะอาดได้ยากกว่าคราบที่เพิ่งเกิดจำง่าย ๆ ด้วย 3 ขั้นตอน1. CLEAN – ทำความสะอาดขจัดคราบเป็นประจำด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับร่องยาแนว เช่น HG Grout Cleaner2. KEEP DRY – ลดความชื้นช่วยให้อากาศถ่ายเทและพื้นที่แห้ง เพื่อลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดเชื้อรา และใช้ HG Mould Spray เมื่อพบคราบราดำ3. PROTECT – ปกป้องเมื่อร่องยาแนวสะอาดและแห้งแล้ว ใช้ HG Grout Protector เพื่อช่วยลดการซึมของน้ำและสิ่งสกปรกเพียงดูแลอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้ร่องยาแนวทั้งในห้องน้ำและห้องครัว สะอาด ดูดี และทำความสะอาดง่ายขึ้นในระยะยาวผลิตภัณฑ์ HG สำหรับดูแลร่องยาแนวHG Grout Cleanerผลิตภัณฑ์พร้อมใช้สำหรับขจัดคราบสกปรกตามร่องยาแนว เหมาะสำหรับการทำความสะอาดเป็นประจำHG Mould Sprayสำหรับขจัดคราบเชื้อราและคราบราดำบริเวณห้องน้ำและพื้นผิวที่เหมาะสมตามคำแนะนำบนฉลากHG Grout Protectorผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องร่องยาแนว ช่วยลดการซึมของน้ำ น้ำมัน ไขมัน และสิ่งสกปรก ทำให้ดูแลร่องยาแนวได้ง่ายขึ้น
ตอบชัดๆ แบบมือโปร! “โซฟาผ้า” ควรทำความสะอาดอย่างไร?

26 เมษายน 2565

ตอบชัดๆ แบบมือโปร! “โซฟาผ้า” ควรทำความสะอาดอย่างไร?
วิธีทำความสะอาดโซฟาผ้าอย่างถูกวิธี ขจัดคราบอย่างไรไม่ให้โซฟาเป็นด่าง?โซฟาผ้าให้สัมผัสที่นุ่มสบายและมีสีสัน ลวดลาย รวมถึงเนื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย แต่ข้อหนึ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ การทำความสะอาดทั้งฝุ่น เศษอาหาร คราบเครื่องดื่ม คราบมัน และสิ่งสกปรกต่าง ๆ สามารถสะสมหรือซึมเข้าสู่เส้นใยผ้าได้ โดยเฉพาะคราบหกที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ยิ่งคราบซึมลึกก็อาจยิ่งขจัดออกได้ยากที่สำคัญ โซฟาผ้าแต่ละตัวอาจต้องใช้วิธีทำความสะอาดไม่เหมือนกัน การเลือกวิธีหรือน้ำยาที่ไม่เหมาะกับเนื้อผ้าอาจทำให้เกิด รอยด่าง สีซีด หรือความเสียหายต่อเนื้อผ้า ได้แล้วโซฟาผ้าควรทำความสะอาดอย่างไร? มาดู 3 ขั้นตอนสำคัญก่อนลงมือกัน1. ก่อนทำความสะอาดโซฟาผ้า เช็ก Cleaning Code ก่อนก่อนใช้น้ำหรือน้ำยาทำความสะอาด สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตรวจสอบ Care Tag หรือคำแนะนำจากผู้ผลิตโซฟาโซฟาหลายรุ่นจะมี Cleaning Code ระบุวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสม โดยรหัสที่พบได้ เช่นW – Water-based Cleanerสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิด Water-based ที่เหมาะสมกับวัสดุได้S – Solvent-based Cleanerควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแบบ Water-free หรือ Solvent-based ตามคำแนะนำของผู้ผลิต และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำW/S หรือ WS – Water-based or Solvent-based Cleanerสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท Water-based หรือ Solvent-based ที่เหมาะสมได้ โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตX – Vacuum Onlyควรทำความสะอาดด้วยการดูดฝุ่นหรือวิธีแห้งตามที่ผู้ผลิตกำหนด และไม่ควรใช้น้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดโดยไม่ได้รับคำแนะนำข้อสำคัญ: Cleaning Code อาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต หากมี Care Tag หรือคู่มือของโซฟา ควรยึดคำแนะนำของผู้ผลิตเป็นหลัก2. ดูดฝุ่นก่อนทำความสะอาดคราบก่อนเริ่มจัดการกับคราบ ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่น เศษอาหาร เส้นผม และสิ่งสกปรกที่อยู่บนผิวโซฟาออกก่อนควรให้ความสำคัญกับบริเวณที่มักสะสมสิ่งสกปรก เช่นรอยต่อระหว่างเบาะซอกพนักพิงบริเวณที่นั่งเป็นประจำใต้เบาะที่สามารถถอดออกได้การกำจัดสิ่งสกปรกบนพื้นผิวก่อน จะช่วยให้ขั้นตอนการทำความสะอาดคราบทำได้ง่ายขึ้น และไม่ทำให้ฝุ่นหรือเศษสิ่งสกปรกกระจายไปทั่วเนื้อผ้าขณะทำความสะอาด3. ขจัดคราบด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับโซฟาผ้าเมื่อพบคราบหกบนโซฟา ควรจัดการให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน คราบก็อาจยิ่งซึมเข้าสู่เส้นใยและขจัดออกได้ยากขึ้นถ้าปลอกโซฟาถอดซักได้อย่าเพิ่งนำเข้าเครื่องซักผ้าทันที ควรตรวจสอบ Care Tag ก่อนว่าผู้ผลิตอนุญาตให้ซักด้วยวิธีใด อุณหภูมิเท่าไร และสามารถใช้เครื่องซักผ้าหรืออบแห้งได้หรือไม่เนื้อผ้าแต่ละประเภทมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การซักผิดวิธีอาจทำให้ผ้าหด เสียทรง สีเปลี่ยน หรือเกิดความเสียหายได้ถ้าเป็นโซฟาที่ต้องทำความสะอาดเฉพาะจุดเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับชนิดของผ้าและ Cleaning Code ของโซฟาก่อนใช้งานจริง ควร ทดลองผลิตภัณฑ์ในบริเวณเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ยากก่อน เพื่อตรวจสอบว่าผ้าไม่เปลี่ยนสีหรือเกิดความเสียหายระหว่างทำความสะอาด ไม่ควรทำให้โซฟาเปียกชุ่มเกินความจำเป็น เพราะความชื้นอาจซึมลงไปในชั้นเบาะและใช้เวลานานกว่าจะแห้งหลังทำความสะอาด ควรเปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเทและปล่อยให้โซฟาแห้งสนิทก่อนกลับมาใช้งานคราบบนโซฟาผ้า ใช้อะไรทำความสะอาด?หาก Care Tag และคำแนะนำของผู้ผลิตระบุว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประเภทที่เหมาะสมได้ สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับขจัดคราบบนพรมและเฟอร์นิเจอร์บุผ้าโดยเฉพาะHG Stain Remover Extra Strong เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับขจัดคราบบนพรมและเฟอร์นิเจอร์บุผ้า ใช้ Active Oxygen ในการช่วยจัดการคราบสกปรกต่าง ๆเหมาะสำหรับคราบหลายประเภท เช่นคราบกาแฟและเครื่องดื่มคราบน้ำผลไม้คราบไวน์คราบซอสคราบช็อกโกแลตคราบไขมันคราบลิปสติกคราบยาขัดรองเท้าคราบสกปรกสะสมสามารถใช้กับพื้นผิวที่เหมาะสม เช่น พรม เฟอร์นิเจอร์บุผ้า และเบาะผ้าในรถยนต์ ตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน ควรตรวจสอบคำแนะนำของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์และทดลองผลิตภัณฑ์ในบริเวณที่มองเห็นได้ยากก่อนทุกครั้งคราบหกบนโซฟา ควรทำอย่างไรทันที?หากกาแฟ น้ำผลไม้ ซอส หรือเครื่องดื่มหกบนโซฟา สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยคราบทิ้งไว้นานใช้ผ้าสะอาดหรือกระดาษที่สามารถดูดซับของเหลวได้ดี ค่อย ๆ ซับของเหลวส่วนเกินออก โดยหลีกเลี่ยงการถูแรง ๆ เพราะอาจทำให้คราบกระจายออกเป็นวงกว้างหรือซึมเข้าสู่เส้นใยมากขึ้นจากนั้นจึงทำความสะอาดตาม Care Tag และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับชนิดของผ้าดูแลโซฟาผ้าอย่างไรให้สะอาดได้นานขึ้น?นอกจากการขจัดคราบเมื่อเกิดเหตุแล้ว การดูแลเป็นประจำก็สำคัญไม่แพ้กันดูดฝุ่นสม่ำเสมอ เพื่อลดฝุ่น เศษอาหาร และสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ตามเส้นใยและซอกเบาะจัดการคราบทันที เมื่อมีอาหารหรือเครื่องดื่มหก อย่ารอจนกระทั่งคราบแห้งและซึมลึกอย่าใช้น้ำมากเกินไป เพราะโซฟาที่เปียกชื้นอาจแห้งช้า โดยเฉพาะบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทไม่ดีเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับเนื้อผ้า และตรวจสอบ Care Tag ทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ทดลองก่อนใช้จริง ในบริเวณเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ยาก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสีหรือเนื้อผ้าเปลี่ยนแปลงสรุป: ทำความสะอาดโซฟาผ้า เริ่มจากรู้จักเนื้อผ้าก่อนการทำความสะอาดโซฟาผ้าไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ใช้น้ำยาอะไรแรงที่สุด?” แต่ควรเริ่มจาก “โซฟาตัวนี้สามารถทำความสะอาดด้วยวิธีไหน?”จำง่าย ๆ เพียง 3 ขั้นตอน1. CHECK – เช็ก Care Tagดู Cleaning Code และคำแนะนำของผู้ผลิตก่อนใช้น้ำหรือน้ำยาทำความสะอาด2. VACUUM – ดูดฝุ่นกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกบนพื้นผิวก่อนเริ่มจัดการคราบ3. CLEAN – ขจัดคราบอย่างเหมาะสมจัดการคราบให้เร็ว เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับเนื้อผ้า และทดลองในจุดเล็ก ๆ ก่อนใช้งานจริงเพียงเท่านี้ การดูแลโซฟาผ้าให้สะอาดและน่าใช้งานก็ไม่ใช่เรื่องยาก และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการทำความสะอาดผิดวิธีที่อาจทำให้โซฟาตัวโปรดเกิดรอยด่างหรือเสียหายได้อีกด้วยRef. * https://hg.eu/uk/tips/how-to-remove-stains-from-a-sofa#hg-removes-all-stains-from-a-sofa * https://www.thespruce.com/how-to-use-oxygen-bleach-2146373 * https://www.livinginsider.com/inside_topic/8186/fablic-sofa-cleaning-technique.html * https://www.banidea.com/how-to-choose-a-sofa/ * https://www.merrymaids.com/cleaning-tips/diy/how-to-clean-a-fabric-sofa/
ตู้เซฟกันไฟ 2 ชั่วโมง ดูอย่างไร?

26 มีนาคม 2565

ตู้เซฟกันไฟ 2 ชั่วโมง ดูอย่างไร?
ตู้เซฟกันไฟ 2 ชั่วโมง ดูอย่างไร? รู้จักมาตรฐาน UL ของตู้เซฟ SentrySafeคุณรู้ได้อย่างไรว่าตู้เซฟที่ระบุว่า “กันไฟได้ 2 ชั่วโมง” สามารถปกป้องสิ่งของภายในจากไฟได้นาน 2 ชั่วโมงจริง?ตัวเลขระยะเวลาทนไฟเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งสำคัญคือ ตู้เซฟผ่านการทดสอบตามมาตรฐานใด ทดสอบภายใต้เงื่อนไขอะไร และสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ได้เพียงใดหนึ่งในมาตรฐานที่ใช้กับตู้เซฟกันไฟของ SentrySafe คือมาตรฐานจาก UL (Underwriters Laboratories) ซึ่งมีการทดสอบสมรรถนะในการปกป้องสิ่งของภายในตู้ภายใต้สภาวะไฟตามเงื่อนไขที่กำหนดตู้เซฟ “กันไฟ 2 ชั่วโมง” หมายความว่าอะไร?คำว่า ตู้เซฟกันไฟ 2 ชั่วโมง ไม่ควรพิจารณาจากระยะเวลาเพียงอย่างเดียวในการเลือกตู้เซฟกันไฟ ควรพิจารณาทั้งระยะเวลาที่ผ่านการทดสอบ เช่น ½ ชั่วโมง, 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมงอุณหภูมิที่ใช้ในการทดสอบอุณหภูมิภายในตู้เซฟระหว่างการทดสอบมาตรฐานและหน่วยงานที่ทำการทดสอบหรือรับรองประเภทของสิ่งของที่มาตรฐานนั้นออกแบบมาเพื่อปกป้องดังนั้น ตู้เซฟที่ระบุว่า “ทนไฟ 2 ชั่วโมง” จากผู้ผลิตแต่ละราย จึงไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบจากตัวเลข “2 ชั่วโมง” เพียงอย่างเดียวทำไมการทดสอบตู้เซฟกันไฟจึงให้ความสำคัญกับเอกสาร?หลายคนอาจคิดว่าการทดสอบตู้เซฟกันไฟควรทดสอบว่าสามารถปกป้องทอง เครื่องประดับ หรือของมีค่าได้หรือไม่แต่สำหรับตู้เซฟที่ได้รับการจัดระดับเพื่อปกป้องเอกสาร สิ่งสำคัญกลับเป็นการ ควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยปกป้องเอกสารจากความร้อนนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการประเมินประสิทธิภาพของตู้เซฟกันไฟจึงไม่ได้ดูเพียงว่า “ตัวตู้ยังไม่ไหม้” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า สิ่งของภายในได้รับการปกป้องจากอุณหภูมิสูงได้หรือไม่มาตรฐาน UL สำหรับตู้เซฟกันไฟคืออะไร?UL (Underwriters Laboratories) เป็นองค์กรด้านการทดสอบและรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมาตรฐานและกระบวนการทดสอบสำหรับผลิตภัณฑ์หลายประเภท รวมถึงอุปกรณ์สำหรับปกป้องเอกสารจากไฟในการทดสอบตู้เซฟกันไฟ จะมีการควบคุมเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ระยะเวลา อุณหภูมิภายนอก และอุณหภูมิภายในตู้ ตามเกณฑ์ของการทดสอบแต่ละประเภทหากตู้เซฟผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จึงสามารถแสดงระดับการทนไฟตามผลการรับรองนั้นได้½ ชั่วโมง, 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมง ต่างกันอย่างไร?SentrySafe มีตู้เซฟกันไฟหลายรุ่นที่ได้รับการรับรองระยะเวลาทนไฟแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์UL Classified ½ Hourผ่านการทดสอบการทนไฟตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดสำหรับระดับ ½ ชั่วโมงUL Classified 1 Hourผ่านการทดสอบตามเกณฑ์สำหรับระดับการทนไฟ 1 ชั่วโมงUL Classified 2 Hoursสำหรับ SentrySafe บางรุ่นที่ได้รับการรับรองระดับ 2 ชั่วโมง จะผ่านการทดสอบภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องระดับการทนไฟแตกต่างกันในแต่ละรุ่น จึงควรตรวจสอบ UL Classification และข้อมูลจำเพาะของตู้เซฟรุ่นที่ต้องการก่อนเลือกซื้อทำไมอุณหภูมิ “ภายในตู้เซฟ” จึงสำคัญ?หัวใจของตู้เซฟกันไฟไม่ได้อยู่เพียงแค่ความแข็งแรงของผนังตู้ แต่คือความสามารถในการ ชะลอการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในตู้ระหว่างเกิดเพลิงไหม้ อุณหภูมิภายนอกอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่โครงสร้างและวัสดุป้องกันไฟภายในตู้เซฟจะทำหน้าที่ช่วยควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิภายในเพราะฉะนั้น เวลาพิจารณาตู้เซฟกันไฟ คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียง “กันไฟได้นานกี่ชั่วโมง?”แต่ควรถามเพิ่มเติมว่า “ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอะไร และระหว่างการทดสอบสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในได้ตามเกณฑ์หรือไม่?”หลังหยุดให้ความร้อน การทดสอบยังไม่จำเป็นต้องจบทันทีอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ หลังจากหยุดให้ความร้อนแล้ว ความร้อนที่สะสมอยู่ในโครงสร้างตู้ยังสามารถถ่ายเทเข้าสู่ภายในได้ดังนั้น การประเมินสมรรถนะด้านการทนไฟจึงต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของอุณหภูมิหลังจากช่วงการให้ความร้อนด้วยตามกระบวนการทดสอบที่เกี่ยวข้องจุดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการดูเพียงว่า “ตู้โดนไฟนานกี่ชั่วโมง” จึงยังไม่สามารถบอกประสิทธิภาพในการปกป้องเอกสารได้ทั้งหมดเลือกตู้เซฟกันไฟ อย่าดูแค่คำว่า “2 ชั่วโมง”ก่อนเลือกซื้อตู้เซฟกันไฟ ลองตรวจสอบให้มากกว่าตัวเลขบนโฆษณาควรพิจารณาว่า ตู้เซฟรุ่นนั้นผ่านการทดสอบหรือรับรองจากหน่วยงานใด มีระดับการทนไฟเท่าใด และออกแบบมาเพื่อปกป้องสิ่งของประเภทใดตู้เซฟ SentrySafe หลายรุ่นมีการระบุ UL Classified Fire Protection ตามระดับของแต่ละรุ่น และบางรุ่นยังมีคุณสมบัติด้านการป้องกันน้ำที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอีกด้วยเลือกชมตู้เซฟกันไฟ SentrySafe และเปรียบเทียบคุณสมบัติของแต่ละรุ่น เพื่อเลือกระดับการป้องกันให้เหมาะกับสิ่งสำคัญที่คุณต้องการเก็บรักษา
แค่เขาบอกว่าเซฟ “กันไฟได้ 2 ชั่วโมง!!!..คุณก็เชื่อแล้วยังงั้นเหรอ?

7 มกราคม 2565

แค่เขาบอกว่าเซฟ “กันไฟได้ 2 ชั่วโมง!!!..คุณก็เชื่อแล้วยังงั้นเหรอ?
ตู้เซฟกันไฟ 2 ชั่วโมง… แค่เขาบอก คุณก็เชื่อแล้วหรือ?คำว่า “กันไฟได้ 2 ชั่วโมง” อาจฟังดูชัดเจนและสร้างความมั่นใจได้ทันทีแต่ก่อนตัดสินใจเลือกตู้เซฟกันไฟ เคยสงสัยไหมว่า...2 ชั่วโมงนั้น ผ่านการทดสอบด้วยมาตรฐานอะไร?ทดสอบภายใต้อุณหภูมิเท่าไร?และที่สำคัญ สิ่งของที่อยู่ภายในตู้ยังได้รับการปกป้องหรือไม่?เพราะแท้จริงแล้ว มาตรฐานการทดสอบตู้เซฟกันไฟ ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดตู้เซฟกันไฟ ไม่ได้ทดสอบแค่ว่า “ตัวตู้ไม่ไหม้”หลายคนอาจเข้าใจว่า การทดสอบตู้เซฟกันไฟคือการนำตู้ไปเผา แล้วดูว่าตัวตู้สามารถทนไฟได้นานแค่ไหนแต่สำหรับตู้เซฟที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเอกสาร สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่สภาพภายนอกของตู้เท่านั้นสิ่งสำคัญคือ “อุณหภูมิภายในตู้”เพราะต่อให้ตัวตู้ยังคงสภาพอยู่ แต่หากความร้อนสามารถถ่ายเทเข้าไปจนทำให้อุณหภูมิภายในสูงเกินกว่าระดับที่กำหนด เอกสารสำคัญที่เราเก็บไว้ภายในก็อาจได้รับความเสียหายได้ดังนั้น เวลาพูดถึงประสิทธิภาพของ “ตู้เซฟกันไฟ” จึงต้องมองให้ลึกกว่าคำว่า “ทนไฟได้กี่ชั่วโมง”แล้วทำไมการทดสอบถึงให้ความสำคัญกับ “กระดาษ”?หลายคนอาจคิดว่า การทดสอบตู้เซฟจะต้องใช้ของมีค่าอย่างทองหรือเพชรเป็นตัววัดแต่สำหรับตู้เซฟที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเอกสารจากเพลิงไหม้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกลับเป็นสิ่งธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง “กระดาษ”เพราะเอกสารสามารถได้รับความเสียหายจากความร้อนได้ในระดับอุณหภูมิที่ต่ำกว่าโลหะหรือของมีค่าหลายประเภทมากการทดสอบตู้เซฟสำหรับปกป้องเอกสารจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “ตัวตู้ยังอยู่หรือไม่” แต่ต้องพิจารณาสภาวะและอุณหภูมิภายในตู้ด้วยมาตรฐาน UL คืออะไร?UL (Underwriters Laboratories) เป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยและการทดสอบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการทดสอบตู้เซฟกันไฟ มาตรฐาน UL กำหนดเงื่อนไขในการทดสอบอย่างเป็นระบบ เพื่อประเมินว่าตู้สามารถปกป้องสิ่งของภายในภายใต้สภาวะที่กำหนดได้หรือไม่ดังนั้น การระบุว่าตู้เซฟได้รับ UL Classified Fire Protection จึงมีความหมายมากกว่าการกล่าวเพียงว่า “ตู้เซฟรุ่นนี้กันไฟได้”เพราะมีมาตรฐานและกระบวนการทดสอบรองรับคำกล่าวอ้างดังกล่าว“กันไฟ 2 ชั่วโมง” ของ SentrySafe หมายถึงอะไร?ตู้เซฟกันไฟ SentrySafe บางรุ่นได้รับการรับรอง UL Classified Fire Protection สำหรับระยะเวลาสูงสุดถึง 2 ชั่วโมงนั่นหมายความว่า ตู้เซฟรุ่นดังกล่าวต้องผ่านการทดสอบภายใต้เงื่อนไขของมาตรฐานที่กำหนด ไม่ใช่เพียงนำตู้ไปสัมผัสกับไฟ แล้วจับเวลาว่าสามารถอยู่ได้นาน 2 ชั่วโมงหรือไม่ระหว่างการทดสอบ อุณหภูมิภายนอกตู้จะเพิ่มสูงขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อจำลองสภาวะความร้อนจากเพลิงไหม้ ขณะที่ประสิทธิภาพในการปกป้องสิ่งของภายในตู้จะได้รับการประเมินตามเกณฑ์ของมาตรฐานเพราะสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ “ข้างนอกตู้ร้อนแค่ไหน” แต่คือ “ข้างในตู้ยังสามารถปกป้องสิ่งที่สำคัญสำหรับเราได้หรือไม่”การทดสอบไม่ได้จบลงง่าย ๆ เมื่อครบเวลาที่กำหนดอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ คือ หลังจากหยุดให้ความร้อนแล้ว ความร้อนที่สะสมอยู่ในโครงสร้างของตู้ยังสามารถถ่ายเทเข้าสู่ภายในตู้ต่อไปได้ดังนั้น การประเมินประสิทธิภาพของตู้เซฟกันไฟจึงไม่ได้มองเพียงช่วงเวลาที่ตู้สัมผัสกับความร้อนเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงผลของความร้อนที่สะสมอยู่ในตัวตู้ด้วยนี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “กันไฟ 2 ชั่วโมง” จึงไม่ควรถูกตีความเพียงว่า“เอาตู้ไปเผา 2 ชั่วโมง แล้วดูว่าตู้ยังอยู่หรือไม่”ก่อนเลือกตู้เซฟกันไฟ อย่าดูแค่ “จำนวนชั่วโมง”เมื่อต้องเลือกตู้เซฟสำหรับปกป้องเอกสารและทรัพย์สินสำคัญ ควรพิจารณามากกว่าตัวเลขบนโฆษณา1. มาตรฐานการรับรองตรวจสอบว่าคุณสมบัติการกันไฟผ่านการทดสอบและรับรองตามมาตรฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่2. ระยะเวลาการทนไฟตู้เซฟแต่ละรุ่นอาจได้รับการรับรองในระยะเวลาที่แตกต่างกัน เช่น 30 นาที, 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง จึงควรเลือกให้เหมาะกับระดับการปกป้องที่ต้องการ3. อุณหภูมิและสภาวะภายในตู้อย่าดูเฉพาะอุณหภูมิภายนอก เพราะหัวใจสำคัญของตู้เซฟกันไฟคือความสามารถในการช่วยควบคุมสภาวะภายในตู้4. ประเภทสิ่งของที่ต้องการปกป้องเอกสารสำคัญ ของมีค่า และสื่อดิจิทัลมีความไวต่อความร้อนแตกต่างกัน จึงควรเลือกตู้เซฟให้เหมาะกับสิ่งที่ต้องการจัดเก็บ5. การปกป้องด้านอื่น ๆนอกจากคุณสมบัติด้านการกันไฟแล้ว ตู้เซฟบางรุ่นยังมีคุณสมบัติด้านการกันน้ำ ระบบล็อก และระดับความปลอดภัยที่แตกต่างกัน“กันไฟได้ 2 ชั่วโมง” อาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดครั้งต่อไปที่เห็นตู้เซฟระบุว่า “Fire Resistant — 2 Hours” อย่าเพิ่งหยุดอยู่แค่คำถามว่า“กันไฟได้นานแค่ไหน?”ลองถามต่ออีกนิดว่า“ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานอะไร?”เพราะสิ่งที่เราต้องการจากตู้เซฟกันไฟ ไม่ใช่เพียงให้ “ตัวตู้รอดจากไฟ” แต่คือการช่วยปกป้อง เอกสารและทรัพย์สินสำคัญที่เราเลือกเก็บไว้ข้างในSentrySafe — การปกป้องที่มาพร้อมมาตรฐานการทดสอบเลือกชมตู้เซฟกันไฟ SentrySafe และเปรียบเทียบคุณสมบัติการกันไฟของแต่ละรุ่น เพื่อเลือกการปกป้องที่เหมาะกับสิ่งสำคัญของคุณ
Tips : แอบเกาะ!! ในเครื่องชงกาแฟ

7 มกราคม 2565

Tips : แอบเกาะ!! ในเครื่องชงกาแฟ
คราบหินปูนในเครื่องชงกาแฟ เกิดจากอะไร? ควรล้างตะกรันอย่างไรแม้เครื่องชงกาแฟภายนอกจะดูสะอาด แต่ภายในระบบท่อน้ำและชุดทำความร้อนอาจมี คราบหินปูน (Limescale) สะสมอยู่โดยที่เราไม่สามารถมองเห็นได้คราบเหล่านี้เกิดจากแร่ธาตุในน้ำ เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งสามารถตกตะกอนและสะสมเมื่อมีการให้ความร้อนซ้ำ ๆเมื่อปล่อยไว้นาน คราบหินปูนอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่อง เช่น การไหลของน้ำ ประสิทธิภาพการให้ความร้อน รวมถึงคุณภาพของกาแฟที่ชงได้ทำไมเครื่องชงกาแฟถึงมีคราบหินปูน?น้ำที่เราใช้ชงกาแฟมีแร่ธาตุอยู่ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำกระด้างเมื่อเครื่องชงกาแฟทำให้น้ำร้อน แร่ธาตุบางส่วนสามารถตกตะกอนและค่อย ๆ เกาะตามพื้นผิวภายใน เช่นท่อน้ำชุดทำความร้อนBoiler หรือ Thermoblockระบบน้ำภายในเครื่องยิ่งใช้งานเป็นประจำ คราบก็อาจสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆคราบหินปูนส่งผลต่อเครื่องชงกาแฟอย่างไร?หากปล่อยให้คราบหินปูนสะสมมากเกินไป อาจทำให้น้ำไหลช้าลงเครื่องใช้เวลาทำความร้อนนานขึ้นอุณหภูมิหรือแรงดันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเครื่องต้องทำงานหนักขึ้นคุณภาพหรือรสชาติของกาแฟอาจเปลี่ยนไปดังนั้น การล้างตะกรันหรือ Descaling ตามระยะที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเครื่องชงกาแฟใช้น้ำส้มสายชูล้างเครื่องชงกาแฟได้หรือไม่?น้ำส้มสายชูเป็นหนึ่งในวิธีที่หลายคนนึกถึงเมื่อต้องการขจัดคราบหินปูนอย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เครื่องชงกาแฟทุกประเภทที่ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชู เนื่องจากวัสดุ ซีล และระบบภายในของแต่ละรุ่นแตกต่างกัน อีกทั้งกลิ่นของน้ำส้มสายชูอาจต้องล้างน้ำหลายรอบก่อนใช้งานอีกครั้งดังนั้น ก่อนใช้วิธีใดในการล้างตะกรัน ควรตรวจสอบ คู่มือของเครื่องชงกาแฟ ว่ารองรับผลิตภัณฑ์หรือสารประเภทใดวิธีล้างตะกรันเครื่องชงกาแฟให้ง่ายขึ้นหากเครื่องของคุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบหินปูนประเภทกรดแลคติกได้ สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องชงกาแฟโดยเฉพาะHG coffee machine descaler (lactic acid) เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับขจัดคราบหินปูนในเครื่องชงเอสเพรสโซและเครื่องชงกาแฟแบบพ็อดผลิตภัณฑ์ช่วยขจัดคราบหินปูนที่สะสมภายในระบบ เมื่อใช้งานตามคำแนะนำบนฉลากและคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องการล้างตะกรันอย่างเหมาะสมช่วยให้ระบบน้ำและชุดทำความร้อนภายในเครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยดูแลเครื่องให้พร้อมสำหรับการชงกาแฟในแต่ละวันควรล้างตะกรันเครื่องชงกาแฟบ่อยแค่ไหน?ความถี่ในการล้างตะกรันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นความถี่ในการใช้งานปริมาณกาแฟที่ชงต่อวันความกระด้างของน้ำรุ่นและประเภทของเครื่องชงกาแฟระบบแจ้งเตือน Descaling ของเครื่องเครื่องบางรุ่นจะมีไฟหรือข้อความแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาล้างตะกรัน หากมีระบบดังกล่าว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตเป็นหลักหากไม่มีระบบแจ้งเตือน สามารถตรวจสอบคู่มือเพื่อดูรอบการบำรุงรักษาที่แนะนำอย่ารอจนเครื่องเริ่มมีปัญหาคราบหินปูนต่างจากคราบทั่วไปตรงที่มักสะสมอยู่ ภายในเครื่อง จึงไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายการดูแลเครื่องชงกาแฟจึงไม่ควรรอจนกระทั่งน้ำไหลช้า เครื่องทำงานผิดปกติ หรือกาแฟเริ่มมีรสชาติเปลี่ยนไปแล้วค่อยเริ่มล้างควรตรวจสอบคำแนะนำของผู้ผลิตและทำ Descaling ตามระยะอย่างสม่ำเสมอสำหรับเครื่องชง Espresso และ Pod Coffee Machine สามารถเลือกใช้ HG coffee machine descaler (lactic acid) ตามความเหมาะสมของเครื่องส่วนหม้อต้มกาแฟหรืออุปกรณ์ประเภทอื่น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ขจัดคราบหินปูนที่เหมาะกับประเภทของอุปกรณ์นั้นโดยเฉพาะTip: เครื่องชงกาแฟที่ดูสะอาดจากภายนอก อาจยังมีคราบหินปูนสะสมอยู่ภายใน การ Descaling เป็นประจำจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการดูแลเครื่องให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไขก๊อก... กุญแจล็อค

7 มกราคม 2565

ไขก๊อก... กุญแจล็อค
ระบบลูกปืนคู่ (Dual-Ball Bearing) ในแม่กุญแจ คืออะไร? ทำไมจึงใช้ในแม่กุญแจ Security สูงเวลาเลือกแม่กุญแจ เรามักพิจารณาจากสิ่งที่มองเห็นได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวล็อก ความหนาของห่วง วัสดุ หรือระดับความปลอดภัยที่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่ความแข็งแรงของแม่กุญแจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ภายนอกเท่านั้น“กลไกล็อกที่ซ่อนอยู่ภายใน” ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในกลไกที่พบในแม่กุญแจ Master Lock หลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการโจมตีทางกายภาพ คือDual-Ball Bearing Locking – ระบบล็อกด้วยลูกปืนคู่แล้วระบบนี้ทำงานอย่างไร และแตกต่างจากระบบล็อกแบบทั่วไปตรงไหน?Dual-Ball Bearing Locking คืออะไร?หัวใจของระบบนี้คือการใช้ ลูกปืนสองตัว (Ball Bearings) ทำหน้าที่ยึดห่วงกุญแจให้อยู่ในตำแหน่งล็อกเมื่อแม่กุญแจอยู่ในสถานะล็อก ลูกปืนจะเข้าไปยึดกับตำแหน่งที่ออกแบบไว้บริเวณห่วงกุญแจ ทำให้ห่วงถูกล็อกไว้กับตัวแม่กุญแจเมื่อลูกกุญแจหมุนกระบอกล็อก กลไกภายในจะเคลื่อนลูกปืนออกจากตำแหน่งดังกล่าว จึงสามารถเปิดห่วงกุญแจได้พูดง่าย ๆ คือLOCK → ลูกปืนเข้ายึดห่วงUNLOCK → กลไกเคลื่อนลูกปืนออก → เปิดห่วงได้จุดเด่นคือการล็อกไม่ได้อาศัยเพียงแรงของสปริงในการยึดห่วงไว้ในตำแหน่งล็อกทำไมต้องใช้ “ลูกปืน 2 ตัว”?การใช้ลูกปืนล็อกห่วงทั้งสองด้านช่วยให้ห่วงถูกยึดอย่างมั่นคงเมื่ออยู่ในตำแหน่งล็อก และเป็นหนึ่งในวิธีการออกแบบที่ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการโจมตีบางประเภทMaster Lock จึงระบุคุณสมบัติ Dual Ball Bearing Locking ในแม่กุญแจหลายรุ่นที่ต้องการเพิ่มความต้านทานต่อการงัดและการโจมตีทางกายภาพอย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของแม่กุญแจไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบลูกปืนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาร่วมกับวัสดุของห่วง ขนาดห่วง โครงสร้างตัวล็อก กระบอกกุญแจ และลักษณะการติดตั้งด้วยต่างจากระบบ Spring Lock อย่างไร?แม่กุญแจบางประเภทใช้กลไกที่อาศัยสปริงเป็นส่วนหนึ่งของการล็อกห่วง ขณะที่ระบบ Ball Bearing ใช้ลูกปืนเข้าไปยึดตำแหน่งของห่วงความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ วิธีที่กลไกภายในยึดห่วงไว้ในตำแหน่งล็อกสำหรับระบบ Dual-Ball Bearing ลูกปืนจะยึดห่วงทั้งสองด้าน และไม่อาศัยเพียงการกดกลับของสปริงเพื่อรักษาตำแหน่งล็อกด้วยเหตุนี้ ระบบดังกล่าวจึงมักถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของแม่กุญแจที่ออกแบบให้มีความต้านทานต่อการโจมตีทางกายภาพมากขึ้นถ้าห่วงถูกตัด แม่กุญแจจะเปิดทันทีหรือไม่?นี่เป็นอีกจุดที่น่าสนใจของการล็อกห่วงทั้งสองด้านสำหรับแม่กุญแจที่ใช้ระบบล็อกห่วงสองด้าน การตัดห่วงเพียงตำแหน่งเดียว ไม่ได้หมายความว่าห่วงจะหลุดออกจากตัวแม่กุญแจทันที เพราะส่วนของห่วงยังคงถูกกลไกล็อกยึดอยู่ในสถานการณ์จริง ประสิทธิภาพในการป้องกันยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งที่ติดตั้ง พื้นที่ว่างของห่วง วัสดุของห่วง และอุปกรณ์ที่แม่กุญแจคล้องอยู่นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การเลือก Shackle Size ให้พอดีกับจุดล็อก มีความสำคัญ ไม่ใช่เลือกห่วงยาวที่สุดเพียงเพราะคล้องง่ายระบบลูกปืนอย่างเดียว ยังไม่พอหากต้องการแม่กุญแจสำหรับงานที่ต้องการ Security สูง ควรพิจารณาระบบ Dual-Ball Bearing ร่วมกับองค์ประกอบอื่นด้วย1. วัสดุของห่วงกุญแจแม่กุญแจ Master Lock แต่ละรุ่นอาจใช้วัสดุห่วงแตกต่างกัน เช่น Hardened Steel, Boron Alloy หรือวัสดุอื่นตามการออกแบบของรุ่นนั้นวัสดุและขนาดของห่วงมีผลต่อความสามารถในการรับแรงและความต้านทานต่อการตัด2. ขนาดและรูปทรงของห่วงพื้นที่ว่างระหว่างห่วงกับสิ่งที่ล็อกควรมีเท่าที่จำเป็นยิ่งมีพื้นที่ให้เครื่องมือเข้าถึงห่วงน้อย ก็ยิ่งช่วยลดโอกาสในการโจมตีทางกายภาพบางรูปแบบ3. กระบอกกุญแจ (Cylinder)ระบบลูกปืนทำหน้าที่เกี่ยวกับ การยึดห่วง แต่ความสามารถในการต้านทานการจัดการกับกระบอกกุญแจขึ้นอยู่กับการออกแบบของ Cylinder และ Keyway ด้วยดังนั้น คำว่า High Security ไม่ควรพิจารณาจาก Dual-Ball Bearing เพียงคุณสมบัติเดียว4. ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมหากนำไปใช้กับประตูรั้ว โกดัง โรงงาน หรือพื้นที่ Outdoor ควรเลือกรุ่นที่ออกแบบให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้นโดยเฉพาะวัสดุและการปกป้องจากการกัดกร่อนแตกต่างกันไปในแม่กุญแจแต่ละรุ่น จึงควรตรวจสอบ Specification ก่อนเลือกใช้แล้ว Key Retaining เกี่ยวอะไรกับระบบลูกปืน?อีกหนึ่งคุณสมบัติที่พบในแม่กุญแจบางรุ่นคือ Key Retainingระบบนี้หมายถึงการออกแบบให้ ไม่สามารถดึงลูกกุญแจออกได้ในบางสถานะของตัวล็อก ตามกลไกของรุ่นนั้นประโยชน์หลักคือช่วยในเรื่องการควบคุมการใช้งาน เช่น ลดโอกาสที่ผู้ใช้จะนำลูกกุญแจออกก่อนดำเนินขั้นตอนการล็อกตามที่ระบบกำหนดแต่ Key Retaining และ Dual-Ball Bearing เป็นคนละคุณสมบัติกันDual-Ball Bearing → เกี่ยวข้องกับกลไกการยึดห่วงKey Retaining → เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของลูกกุญแจระหว่างการล็อก/ปลดล็อกแม่กุญแจจึงสามารถมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีทั้งสองอย่างได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละรุ่นDual-Ball Bearing เหมาะกับใคร?ไม่ใช่ทุกการใช้งานจำเป็นต้องเลือกแม่กุญแจที่มีระบบลูกปืนคู่สำหรับการล็อกของใช้ทั่วไปภายในบ้าน แม่กุญแจระดับมาตรฐานอาจเพียงพอแล้วแต่หากเป็นพื้นที่ เช่นประตูรั้ว • โกดัง • โรงเก็บของ • พื้นที่ธุรกิจ • โรงงาน • อุปกรณ์ที่ต้องการระดับ Security สูงขึ้นการมองหาคุณสมบัติอย่าง Dual-Ball Bearing Locking ร่วมกับห่วงและโครงสร้างที่เหมาะกับงาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาเลือกแม่กุญแจ อย่าดูแค่สิ่งที่อยู่ข้างนอกแม่กุญแจสองตัวอาจมีขนาดใกล้เคียงกัน และดูแข็งแรงไม่ต่างกันจากภายนอก แต่ กลไกที่ซ่อนอยู่ข้างในอาจแตกต่างกันDual-Ball Bearing Locking จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า การเลือกแม่กุญแจไม่ควรพิจารณาเพียง“ตัวใหญ่แค่ไหน?” หรือ “ห่วงหนาแค่ไหน?”แต่ควรดูให้ลึกถึงวัสดุ + ห่วง + กระบอกกุญแจ + กลไกล็อก + ระดับความปลอดภัย + ลักษณะการใช้งานเพราะระบบความปลอดภัยที่ดี ไม่ได้เกิดจากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันขององค์ประกอบทั้งหมดดูรายละเอียดแม่กุญแจ Master Lock และเลือกรุ่นให้เหมาะกับการใช้งานได้ที่ Master LockRef http://rageuniversity.org/PRISONESCAPE/PRISON%20LOCKS%20AND%20KEYS/Lock-Mechanisms.pdf https://en.wikipedia.org/wiki/Padlock https://unitedlocksmith.net/blog/the-history-of-padlocks http://www.lockwiki.com/index.php/Key_retaining
HG มีสื่อรักเคลียร์ใจ… ให้เจ้าคุณทาส และเจ้านายเหมียว ได้เกี่ยวก้อยรักกันตราบนิจนิรันดร์

24 พฤศจิกายน 2564

HG มีสื่อรักเคลียร์ใจ… ให้เจ้าคุณทาส และเจ้านายเหมียว ได้เกี่ยวก้อยรักกันตราบนิจนิรันดร์
กลิ่นฉี่แมวติดบ้าน ทำไมแรงและขจัดยาก? เข้าใจต้นเหตุ ก่อนจัดการให้ถูกวิธีHG มีสื่อรักเคลียร์ใจ… ให้ “เจ้าคุณทาส” และ “เจ้านายเหมียว” ได้กลับมาเกี่ยวก้อยรักกันอย่างสงบสุขอีกครั้งเพราะต่อให้เราจะรักและเอ็นดูเจ้านายเหมียวมากแค่ไหน ปัญหาหนึ่งที่ทำเอาทาสหลายบ้านต้องกุมขมับก็คือ“กลิ่นฉี่แมว”ไม่ว่าจะเป็นการฉี่ผิดที่ กลิ่นสะสมตามพื้น โซฟา พรม หรือกลิ่นจากกระบะทราย หากทำความสะอาดไม่หมด กลิ่นก็อาจยังคงติดอยู่ และกลับมาให้ได้กลิ่นซ้ำอีกครั้งแล้วทำไมกลิ่นปัสสาวะแมวจึงติดทนนัก?คำตอบไม่ได้อยู่แค่ที่ “กลิ่น” แต่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบในปัสสาวะ รวมถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากปัสสาวะถูกทิ้งไว้บนพื้นผิวเป็นเวลานานทำไมกลิ่นฉี่แมวถึงแรงและติดทน?ปัสสาวะแมวมีองค์ประกอบหลายชนิด รวมถึง ยูเรีย (Urea) ซึ่งเมื่อถูกทิ้งไว้ แบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายยูเรียผ่านเอนไซม์ที่เรียกว่า Ureaseกระบวนการนี้สามารถทำให้เกิดสารประกอบที่มีกลิ่น เช่น แอมโมเนีย (Ammonia)ยิ่งปล่อยคราบปัสสาวะไว้นาน กลิ่นก็อาจยิ่งชัดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคราบซึมเข้าสู่พื้นผิวที่มีรูพรุน เช่นพรมโซฟาผ้าที่นอนร่องยาแนวพื้นไม้บางประเภทวัสดุที่ดูดซึมของเหลวได้ง่ายดังนั้น การเช็ดเพียงพื้นผิวด้านบนอาจทำให้ดูเหมือนสะอาดแล้ว แต่สารที่ก่อให้เกิดกลิ่นอาจยังคงตกค้างอยู่ภายในวัสดุได้แล้วทำไมล้างแล้ว กลิ่นยังกลับมาอีก?นี่คือปัญหาที่เจ้าคุณทาสหลายบ้านคุ้นเคยดีเช็ดแล้วถูแล้วฉีดน้ำหอมแล้วแต่ผ่านไปไม่นาน… กลิ่นกลับมาอีกหนึ่งในสาเหตุคือ ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจช่วย กลบกลิ่น แต่ไม่ได้จัดการกับสารอินทรีย์ที่ตกค้างอยู่ในคราบอย่างเหมาะสมหากคราบซึมลึกเข้าไปในเส้นใยหรือรูพรุนของวัสดุ กลิ่นอาจกลับมาชัดขึ้นอีก โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่นั้นมีความชื้นหรืออุณหภูมิสูงขึ้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดการกลิ่นจากสัตว์เลี้ยงควรเริ่มจาก การทำความสะอาดต้นเหตุของคราบ มากกว่าการใช้น้ำหอมเพื่อปิดกลิ่นเพียงอย่างเดียว“กลิ่นแคทตี้” มาจากอะไร?นอกจากแอมโมเนียแล้ว กลิ่นเฉพาะตัวของปัสสาวะแมวยังเกี่ยวข้องกับสารประกอบอื่น ๆ ด้วยหนึ่งในสารที่มักถูกพูดถึงคือ Felinine ซึ่งพบในปัสสาวะแมว โดยเฉพาะแมวเพศผู้ตัว Felinine เองไม่ได้เป็นต้นเหตุของกลิ่นแรงโดยตรง แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงและสลายตัวตามธรรมชาติ ก็สามารถนำไปสู่สารประกอบที่มีกำมะถัน ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวที่เราคุ้นเคยจากปัสสาวะแมวนี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้กลิ่นปัสสาวะแมวมีเอกลักษณ์ และในบางครั้งสามารถติดค้างอยู่ตามกระบะทรายหรือพื้นที่ที่แมวปัสสาวะเป็นประจำได้กลิ่นจากกระบะทราย จัดการอย่างไร?กระบะทรายเป็นพื้นที่ที่ต้องรับทั้งปัสสาวะ อุจจาระ และความชื้นอยู่เป็นประจำ จึงไม่ควรรอจนเริ่มได้กลิ่นแรงแล้วจึงค่อยทำความสะอาดวิธีพื้นฐานที่ช่วยลดการสะสมของกลิ่น ได้แก่ตักของเสียออกจากกระบะอย่างสม่ำเสมอเปลี่ยนทรายตามระยะที่เหมาะสมล้างกระบะตามคำแนะนำของวัสดุปล่อยให้กระบะแห้งก่อนเติมทรายใหม่วางกระบะในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทไม่ควรใช้น้ำหอมกลิ่นแรงเพื่อกลบกลิ่นโดยไม่ทำความสะอาดต้นเหตุการดูแลอย่างสม่ำเสมอช่วยลดการสะสมของคราบและกลิ่นก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากขึ้นถ้าแมวฉี่ผิดที่ ควรทำอย่างไรทันที?เมื่อพบคราบใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ รีบจัดการก่อนที่ของเหลวจะซึมลึก1. ซับของเหลวออกให้มากที่สุดใช้กระดาษหรือผ้าที่ดูดซับได้ดี กดซับบริเวณที่เปียกหลีกเลี่ยงการถูแรง ๆ เพราะอาจทำให้คราบกระจายออกเป็นวงกว้างหรือซึมลึกเข้าไปในวัสดุมากกว่าเดิม2. ทำความสะอาดให้ตรงกับชนิดของพื้นผิวพรม โซฟา พื้นไม้ กระเบื้อง และหินธรรมชาติไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันได้เสมอไปควรตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเหมาะกับพื้นผิวก่อนใช้งาน และทดลองในบริเวณเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ยากก่อน3. อย่าเพียงแค่ปิดกลิ่นผลิตภัณฑ์ที่เติมน้ำหอมอาจทำให้บริเวณนั้นหอมขึ้นชั่วคราว แต่หากคราบอินทรีย์ยังตกค้าง กลิ่นเดิมอาจกลับมาได้จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับ คราบและกลิ่นจากสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยจัดการกลิ่น ทำงานอย่างไร?หนึ่งในแนวทางสำหรับจัดการคราบและกลิ่นจากสัตว์เลี้ยง คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาศัย จุลินทรีย์หรือกระบวนการชีวภาพ ในการช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ตกค้างอยู่ในคราบจุดประสงค์จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ “หอมขึ้น” แต่เป็นการช่วยจัดการกับสิ่งที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรมีวิธีใช้งานและพื้นผิวที่เหมาะสมแตกต่างกัน จึงควรอ่านฉลากและปฏิบัติตามคำแนะนำทุกครั้งHG Stain & Odour Remover สำหรับคราบและกลิ่นจากสัตว์เลี้ยงสำหรับบ้านที่มีปัญหาคราบและกลิ่นจากสัตว์เลี้ยง สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการใช้งานประเภทนี้โดยเฉพาะ เช่น HG Stain & Odour Remover for Catsผลิตภัณฑ์ช่วยจัดการทั้ง คราบและกลิ่นไม่พึงประสงค์จากสัตว์เลี้ยง บนพื้นผิวที่เหมาะสมตามคำแนะนำบนฉลากเหมาะสำหรับสถานการณ์ เช่นแมวปัสสาวะผิดที่คราบและกลิ่นบนพรมคราบบนเฟอร์นิเจอร์บุผ้ากลิ่นสะสมบริเวณที่สัตว์เลี้ยงใช้งานเป็นประจำก่อนใช้งานควรทดลองในบริเวณเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ยาก และตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เหมาะกับพื้นผิวนั้นอย่าให้ “กลิ่นฉี่” กลายเป็นเรื่องใหญ่ระหว่างทาสกับเจ้านายเวลาน้องแมวฉี่ผิดที่ สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่หยิบไม้เรียวขึ้นมา แต่คือ รีบจัดการคราบและหาสาเหตุเพราะการปัสสาวะนอกกระบะอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความสะอาดของกระบะ ตำแหน่งที่วาง ความเครียด การเปลี่ยนแปลงในบ้าน ไปจนถึงพฤติกรรมหรือปัจจัยอื่น ๆหากเกิดขึ้นซ้ำอย่างผิดปกติ ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม แทนการมองว่าเป็นเพียงพฤติกรรมดื้อของแมวส่วนเรื่องกลิ่นนั้น จำไว้เพียงว่าเจอเร็ว → ซับเร็ว → ทำความสะอาดให้ตรงจุด → อย่าปล่อยคราบสะสมเพราะความรักระหว่าง “เจ้าคุณทาส” กับ “เจ้านายเหมียว” ไม่ควรต้องสะดุดเพียงเพราะ…“กลิ่นฉี่บังตา”HG มีสื่อรักเคลียร์ใจให้บ้านกลับมาสะอาด และเจ้าคุณทาสกับเจ้านายเหมียวกลับมารักกันได้เหมือนเดิมRef. pubs.acs.org hd.co.th
ศาสตร์ของ “คน รักษ์ พื้น บ้าน”

24 พฤศจิกายน 2564

ศาสตร์ของ “คน รักษ์ พื้น บ้าน”
พื้นแต่ละชนิด ดูแลไม่เหมือนกัน รู้จักพื้นและคราบก่อนเลือกวิธีทำความสะอาดพื้นเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกใช้งานมากที่สุดในบ้าน แต่หลายครั้งเรากลับเลือกวิธีทำความสะอาดจาก “คราบที่เห็น” โดยไม่ได้พิจารณาว่า “พื้นนั้นทำจากวัสดุอะไร”คราบแบบเดียวกันที่เกิดบนกระเบื้อง หินอ่อน หินธรรมชาติ หรือพื้นไม้ อาจต้องใช้วิธีจัดการที่แตกต่างกัน เพราะวัสดุแต่ละประเภทมีโครงสร้าง ความพรุน และความทนต่อสารทำความสะอาดไม่เหมือนกันการดูแลพื้นให้สวยได้นานจึงเริ่มจาก 3 เรื่องง่าย ๆรู้จักพื้น → รู้จักคราบ → เลือกวิธีดูแลให้เหมาะสมทำไมต้องรู้จัก “พื้น” ก่อนทำความสะอาด?วัสดุปูพื้นแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันบางพื้นผิวมีความพรุนสูง สามารถดูดซึมน้ำ น้ำมัน และสิ่งสกปรกได้ง่าย ขณะที่บางพื้นผิวมีชั้นเคลือบช่วยลดการซึมของคราบตัวอย่างเช่นกระเบื้องเซรามิกและพอร์ซเลนหินอ่อนหินแกรนิตหินธรรมชาติชนิดอื่น ๆพื้นคอนกรีตพื้นไม้และปาร์เกต์วัสดุเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “พื้น” เหมือนกันทั้งหมด เพราะผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับพื้นประเภทหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกประเภทหนึ่งPorous คืออะไร? ทำไมรูพรุนจึงสำคัญกับการเกิดคราบ?Porosity หรือความพรุน คือหนึ่งในคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของวัสดุในการดูดซึมของเหลววัสดุที่มีรูพรุนสามารถเปิดโอกาสให้น้ำ น้ำมัน และสิ่งสกปรกซึมเข้าสู่เนื้อวัสดุได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม คราบกาแฟหยดเดียวกัน อาจเช็ดออกจากกระเบื้องเคลือบได้ง่าย แต่หากเกิดบนหินธรรมชาติที่มีรูพรุนและปล่อยทิ้งไว้นาน คราบอาจซึมลึกและขจัดออกได้ยากกว่าโดยเฉพาะคราบน้ำมัน ซอส เครื่องดื่ม หรือของเหลวที่มีสี การจัดการตั้งแต่คราบยังใหม่จึงสำคัญมากใช้น้ำยาแรง ไม่ได้แปลว่าจะทำความสะอาดได้ดีกว่าเมื่อเจอคราบฝังแน่น หลายคนอาจคิดว่า “ยิ่งน้ำยาแรง ยิ่งขจัดคราบได้ดี”แต่สำหรับพื้นบางประเภท วิธีนี้อาจสร้างปัญหามากกว่าที่คิดตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หินอ่อนและหินธรรมชาติที่ไวต่อกรด หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดไม่เหมาะสม อาจทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุในหิน ทำให้พื้นผิวสูญเสียความเงา เกิดรอยด้าน หรือเกิดลักษณะที่เรียกว่า Etchingเมื่อพื้นผิวเสียหายแล้ว การใช้น้ำยาทำความสะอาดเพิ่มอาจไม่สามารถทำให้ความเงากลับคืนมาได้ เพราะสิ่งที่เห็นไม่ใช่ “คราบ” อีกต่อไป แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของตัวพื้นผิวดังนั้น ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ควรถามก่อนว่าพื้นอะไร? + คราบอะไร?แทนที่จะเริ่มจากใช้อะไรแรงที่สุด?รู้จักประเภทของคราบ ช่วยให้เลือกวิธีทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นคราบบนพื้นมีที่มาแตกต่างกัน การเข้าใจว่าคราบเกิดจากอะไรจะช่วยให้เลือกวิธีจัดการได้เหมาะสมมากขึ้น1. คราบจากสารอินทรีย์ (Organic Stains)เป็นคราบที่เกิดจากสารอินทรีย์หรือสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นกาแฟและชาไวน์และเครื่องดื่มอาหารและซอสน้ำมันและไขมันคราบจากพืชหรือใบไม้คราบสกปรกจากการใช้งานในชีวิตประจำวันคราบประเภทนี้ควรรีบจัดการเมื่อเกิดขึ้น เพราะหากปล่อยของเหลวไว้บนวัสดุที่มีรูพรุนเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสซึมเข้าสู่เนื้อวัสดุและขจัดออกได้ยากขึ้นTip: เมื่อมีของเหลวหก ควรซับออกโดยเร็ว แทนการถูให้คราบกระจายเป็นวงกว้าง2. คราบจากแร่ธาตุและสารอนินทรีย์ (Inorganic / Mineral Stains)อีกกลุ่มคือคราบที่เกี่ยวข้องกับแร่ธาตุหรือปฏิกิริยาทางเคมี เช่นคราบหินปูนคราบซีเมนต์คราบปูนยาแนวคราบสนิมคราบแร่ธาตุจากน้ำคราบเหล่านี้อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะประเภท แต่สิ่งสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์นั้นต้องเหมาะกับวัสดุด้วยตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบหินปูนที่สามารถใช้กับกระเบื้องบางประเภทได้ อาจไม่เหมาะสำหรับหินอ่อนหรือหินธรรมชาติที่ไม่ทนกรดคราบใหม่ รีบจัดการง่ายกว่ารอให้ฝังแน่นไม่ว่าจะเป็นคราบประเภทใด หลักการสำคัญคือ ยิ่งจัดการเร็ว ยิ่งลดโอกาสที่คราบจะซึมลึกหรือสะสมเมื่อเกิดคราบ ควรซับหรือเช็ดสิ่งสกปรกออกโดยเร็วตรวจสอบว่าพื้นเป็นวัสดุประเภทใดเลือกวิธีและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับทั้ง “คราบ” และ “พื้น”ทดลองผลิตภัณฑ์ในบริเวณเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ยากก่อนปฏิบัติตามวิธีใช้บนฉลากผลิตภัณฑ์ไม่ควรทดลองใช้กรด สารฟอกขาว หรือสารทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรงกับพื้นโดยไม่ตรวจสอบความเหมาะสมก่อนทำความสะอาดอย่างเดียว อาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดสำหรับวัสดุบางประเภท โดยเฉพาะ หินธรรมชาติหรือพื้นผิวที่มีรูพรุนและสามารถเคลือบปกป้องได้ การใช้ผลิตภัณฑ์ Protect หรือ Impregnator ที่เหมาะสมหลังจากทำความสะอาด อาจช่วยลดการซึมของน้ำ น้ำมัน และสิ่งสกปรกเข้าสู่เนื้อวัสดุผลคือ เมื่อเกิดคราบในครั้งต่อไป ก็สามารถดูแลและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม พื้นทุกประเภทไม่ได้ต้องการการเคลือบเหมือนกัน จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับวัสดุและตรวจสอบคำแนะนำของผู้ผลิตพื้นก่อนใช้งานCleaning, Protecting & Beautifying – ดูแลพื้นให้ครบมากกว่าความสะอาดแนวคิดในการดูแลพื้นของ HG ไม่ได้มองเพียงการขจัดคราบที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ครอบคลุมการดูแลพื้นในหลายขั้นตอนCLEANING – ทำความสะอาดเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับชนิดของพื้นและประเภทของคราบ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกโดยไม่สร้างความเสียหายที่ไม่จำเป็นต่อวัสดุPROTECTING – ปกป้องสำหรับพื้นผิวที่เหมาะสม การเคลือบปกป้องสามารถช่วยลดการซึมและการยึดเกาะของคราบ ทำให้การดูแลในอนาคตง่ายขึ้นBEAUTIFYING – ดูแลความสวยงามเลือกวิธีดูแลที่เหมาะกับวัสดุ เพื่อช่วยรักษาลักษณะและผิวสัมผัสของพื้นให้ดูดีตามธรรมชาติของวัสดุนั้นอย่าเพิ่งคิดเรื่องรีโนเวท ถ้าพื้นอาจแค่ต้องการการดูแลที่ถูกวิธีพื้นหมอง พื้นเป็นคราบ หรือพื้นดูเก่า ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนพื้นใหม่เสมอไปสิ่งแรกที่ควรทำคือหาสาเหตุให้ได้ก่อนว่า สิ่งที่เห็นคือ“คราบที่สามารถทำความสะอาดได้”หรือ“ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวพื้นผิวแล้ว”หากเป็นคราบ การเลือกผลิตภัณฑ์และวิธีทำความสะอาดที่ตรงกับทั้ง ชนิดของคราบและชนิดของพื้น อาจช่วยจัดการปัญหาได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่รุนแรงแต่หากพื้นผิวเกิดความเสียหาย เช่น ถูกกรดกัด เกิดรอยลึก ชั้นเคลือบเสื่อม หรือวัสดุแตกร้าว การทำความสะอาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขได้ และควรพิจารณาวิธีฟื้นฟูหรือซ่อมแซมที่เหมาะสมรักพื้นให้ถูกวิธี เริ่มจาก “รู้จักพื้น”หัวใจของการดูแลพื้นไม่ใช่การมีน้ำยาที่แรงที่สุด แต่คือ การรู้ว่ากำลังทำความสะอาดอะไร และพื้นผิวนั้นต้องการการดูแลแบบไหนก่อนจัดการคราบครั้งต่อไป ลองจำหลักง่าย ๆ นี้ไว้KNOW YOUR FLOOR – รู้ก่อนว่าพื้นเป็นวัสดุอะไรKNOW YOUR STAIN – รู้ว่าคราบเกิดจากอะไรCLEAN CORRECTLY – เลือกวิธีทำความสะอาดให้เหมาะสมPROTECT WHEN NEEDED – ปกป้องพื้นผิวเมื่อวัสดุนั้นเหมาะกับการเคลือบเพราะการดูแลพื้นอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ อาจง่ายกว่าการรอจนพื้นเสียหายแล้วค่อยคิดถึงการรีโนเวทref cleanfax.com sanding.co.uk slique.com.au expressflooring.com
Tips : คราบราดำ อีกแล้ว

4 กรกฎาคม 2564

Tips : คราบราดำ อีกแล้ว
คราบราดำเกิดซ้ำ ทำอย่างไร? วิธีป้องกันและขจัดเชื้อราในบ้านคราบราดำเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในบริเวณที่มี ความชื้นสูง อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือมีน้ำสะสมเป็นประจำ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ฝ้าเพดาน ห้องเก็บของ รวมถึงบริเวณตามร่องยาแนวและมุมอับต่าง ๆแม้จะทำความสะอาดไปแล้ว แต่หากสภาพแวดล้อมยังมีความชื้นสะสม เชื้อราก็สามารถกลับมาเกิดซ้ำได้อีกดังนั้น หากไม่อยากเจอคราบราดำซ้ำแล้วซ้ำอีก ควรเริ่มจากการลดปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา พร้อมกับทำความสะอาดคราบที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมทำไมคราบราดำถึงกลับมาเกิดซ้ำ?เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีความชื้นและอากาศถ่ายเทไม่ดี โดยเฉพาะพื้นที่ที่เปียกหรือชื้นเป็นเวลานาน เช่นห้องน้ำและบริเวณร่องยาแนวผนังหรือฝ้าเพดานที่มีความชื้นห้องครัวและบริเวณใกล้อ่างล้างจานห้องเก็บของหรือพื้นที่ปิดที่อากาศไม่ถ่ายเทมุมอับหรือบริเวณที่มีน้ำขังเป็นประจำการขจัดคราบราเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องความชื้นและการระบายอากาศป้องกันคราบราดำอย่างไร?1. ลดความชื้นและช่วยให้อากาศถ่ายเทพยายามเปิดให้อากาศหมุนเวียนในบริเวณที่มีความชื้น เช่นเปิดพัดลมระบายอากาศระหว่างและหลังใช้ห้องน้ำเปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อช่วยระบายความชื้นเช็ดบริเวณที่มีน้ำขังหรือเปียกชื้นให้แห้งเปิดห้องเก็บของหรือพื้นที่อับเป็นระยะ เพื่อให้อากาศถ่ายเทยิ่งพื้นที่แห้งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดเชื้อรา2. ปกป้องพื้นผิวที่ดูดซึมความชื้นได้ง่ายสำหรับพื้นผิวบางประเภท เช่น หินอ่อน การใช้ผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องพื้นผิวสามารถช่วยลดการซึมของน้ำและสิ่งสกปรกได้HG Marble Protector เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเคลือบปกป้องพื้นผิวหินอ่อน ช่วยลดการซึมของความชื้นและคราบต่าง ๆ ทำให้ดูแลรักษาพื้นผิวได้ง่ายขึ้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับชนิดของพื้นผิว และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้งวิธีขจัดคราบราดำด้วยวิธีทั่วไปหากเริ่มพบคราบรา สามารถลองทำความสะอาดด้วยวิธีพื้นฐานดังต่อไปนี้1. เบกกิ้งโซดาละลายเบกกิ้งโซดาประมาณ 6 กรัม ในน้ำร้อน 1 ลิตร นำไปใช้กับบริเวณที่มีคราบ จากนั้นใช้แปรงขัดเบา ๆ และล้างออกด้วยน้ำสะอาดควรทดลองกับบริเวณเล็ก ๆ ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ส่งผลต่อพื้นผิว2. น้ำส้มสายชูใช้ผ้าหรือฟองน้ำชุบน้ำส้มสายชู เช็ดบริเวณที่มีคราบ ทิ้งไว้สักครู่ก่อนเช็ดหรือล้างออกด้วยน้ำสะอาดควรตรวจสอบก่อนว่าพื้นผิวนั้นสามารถสัมผัสกับกรดอ่อน ๆ ได้หรือไม่ เนื่องจากน้ำส้มสายชูอาจไม่เหมาะกับพื้นผิวบางประเภท เช่น หินธรรมชาติบางชนิด3. น้ำยาฟอกขาวสำหรับพื้นผิวที่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยาฟอกขาวได้ อาจใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจางตามคำแนะนำของผู้ผลิต แล้วใช้ฟองน้ำหรือผ้าเช็ดบริเวณที่มีคราบควรสวมถุงมือ เปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเท และระมัดระวังไม่ให้ผลิตภัณฑ์สัมผัสกับพื้นผิวที่อาจเกิดความเสียหายหรือสีซีดจางข้อควรระวัง: ห้ามผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำส้มสายชู กรด หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดอื่น เพราะอาจทำให้เกิดก๊าซอันตรายได้อยากขจัดคราบราให้ง่ายขึ้น ใช้อะไรดี?หากไม่อยากเตรียมส่วนผสมเอง หรือกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับจัดการปัญหาคราบราโดยเฉพาะ สามารถเลือกใช้ HG Mould Spray ผลิตภัณฑ์สำหรับขจัดคราบเชื้อราและคราบดำในบริเวณที่เหมาะสมตามคำแนะนำบนฉลากเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดขั้นตอนในการเตรียมน้ำยาทำความสะอาด และต้องการจัดการคราบราได้อย่างสะดวกมากขึ้นสรุป: จัดการคราบรา ต้องทำทั้ง “กำจัด” และ “ป้องกัน”การป้องกันคราบราดำไม่ให้กลับมาเกิดซ้ำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูแลเรื่อง ความชื้น การระบายอากาศ และการทำให้พื้นผิวแห้งอยู่เสมอหากพบคราบรา ควรรีบจัดการตั้งแต่เริ่มต้น และเลือกวิธีทำความสะอาดให้เหมาะสมกับพื้นผิวเพราะเมื่อจัดการทั้งต้นเหตุและคราบที่มองเห็นไปพร้อมกัน ก็จะช่วยให้พื้นที่ภายในบ้านสะอาด ดูแลรักษาง่าย และลดโอกาสที่คราบราดำจะกลับมากวนใจซ้ำ ๆ
HG Tips : เรื่อง "ความชื้น" อย่าปล่อยผ่าน... ถ้าไม่อยากให้บ้านป่วย!!!

14 พฤษภาคม 2564

HG Tips : เรื่อง "ความชื้น" อย่าปล่อยผ่าน... ถ้าไม่อยากให้บ้านป่วย!!!
HG Tips: เรื่อง “ความชื้น” อย่าปล่อยผ่าน... ถ้าไม่อยากให้บ้านอับชื้น!อากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย ทำให้ “ความชื้นภายในบ้าน” เป็นเรื่องที่หลายคนต้องเจอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือบริเวณที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องเก็บของ ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ หรือพื้นที่ปิดภายในบ้านเมื่อความชื้นสะสมสูงเป็นเวลานาน นอกจากจะทำให้บ้านรู้สึกอับชื้นและเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้ว ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของ เชื้อราและไรฝุ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในบ้านและผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ได้ดังนั้น การควบคุมความชื้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “กลิ่นอับ” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้น่าอยู่ด้วยความชื้นในบ้านมาจากไหน?ความชื้นสามารถเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำการทำอาหารการตากผ้าภายในบ้านห้องหรือพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดีน้ำรั่วซึมหรือความชื้นจากโครงสร้างสภาพอากาศภายนอก โดยเฉพาะช่วงที่มีความชื้นสูงเมื่อไอน้ำไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ความชื้นก็จะค่อย ๆ สะสมอยู่ภายในห้อง6 วิธีช่วยลดความชื้นสะสมภายในบ้าน1. เพิ่มการระบายอากาศเปิดประตูหรือหน้าต่างเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม หรือใช้พัดลมระบายอากาศ โดยเฉพาะในห้องน้ำและห้องครัว2. ใช้เครื่องลดความชื้นในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงสำหรับห้องขนาดใหญ่หรือพื้นที่ที่มีปัญหาความชื้นต่อเนื่อง เครื่องลดความชื้น (Dehumidifier) สามารถช่วยควบคุมระดับความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ3. เปิดรับแสงแดดและให้อากาศหมุนเวียนบริเวณที่มืด อับ และอากาศไม่หมุนเวียนมักแห้งช้ากว่าพื้นที่เปิด การเปิดม่านและช่วยให้อากาศหมุนเวียนจึงมีส่วนช่วยให้พื้นที่แห้งขึ้น4. ลดแหล่งความชื้นที่ไม่จำเป็นหลีกเลี่ยงการตากผ้าเปียกในพื้นที่ปิด และเช็ดบริเวณที่มีน้ำหรือไอน้ำสะสมให้แห้งหลังใช้งาน5. ตรวจสอบน้ำรั่วและความชื้นจากโครงสร้างหากพบผนังชื้น สีพอง หรือมีคราบเชื้อราเกิดซ้ำ ควรตรวจสอบว่ามีน้ำรั่วซึมหรือปัญหาจากโครงสร้างหรือไม่ เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ดูดความชื้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้6. ใช้ผลิตภัณฑ์ดูดความชื้นในพื้นที่ปิดที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การใช้ผลิตภัณฑ์ดูดความชื้นสามารถช่วยจัดการความชื้นส่วนเกินได้ โดยควรเลือกขนาดและประเภทให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งานจัดการความชื้นในพื้นที่ปิดได้ง่ายขึ้นด้วย HG Moisture Absorberสำหรับบริเวณที่มีความชื้นสูงหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก HG Moisture Absorber เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับช่วยดูดซับความชื้นส่วนเกิน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหากลิ่นอับและเชื้อราผลิตภัณฑ์มาพร้อมสารดูดความชื้นปริมาณ 450 กรัม และตัวกล่องแบ่งออกเป็น 2 ส่วนส่วนเก็บสารดูดความชื้นอยู่บริเวณด้านบนของกล่อง ออกแบบให้สารดูดความชื้นสามารถสัมผัสกับอากาศ พร้อมโครงสร้างที่ช่วยป้องกันเม็ดสารดูดความชื้นหกออกมาส่วนรองรับของเหลวอยู่บริเวณด้านล่าง สำหรับรองรับของเหลวที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดูดซับความชื้น พร้อมรูปทรงที่ช่วยรองรับของเหลวและสะดวกต่อการนำไปเททิ้งตามคำแนะนำ450 กรัม ใช้งานได้นานแค่ไหน?HG Moisture Absorber ขนาด 450 กรัม สามารถใช้งานได้ประมาณ 2–3 เดือน โดยระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับระดับความชื้นและสภาพแวดล้อมของพื้นที่ใช้งานเหมาะสำหรับพื้นที่ประมาณ 40 ลูกบาศก์เมตร หรือเทียบได้กับห้องขนาดประมาณ 4 × 4 เมตร สูง 2.5 เมตรทั้งนี้ ควรศึกษาวิธีใช้ ตำแหน่งการวาง และข้อควรระวังบนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งานทุกครั้งลดความชื้น ต้องเริ่มจากการจัดการที่ต้นเหตุผลิตภัณฑ์ดูดความชื้นสามารถเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับพื้นที่ปิดหรือบริเวณที่มีความชื้นส่วนเกิน แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการ ระบายอากาศ ลดแหล่งกำเนิดความชื้น และแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึมเพราะการดูแลความชื้นอย่างเหมาะสม ไม่ได้ช่วยเพียงลดความรู้สึกอับชื้น แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่สะอาด สบาย และน่าอยู่ยิ่งขึ้น
ปัญหาคาใจ “ทำ ไม๊...ตู้อาบน้ำสกปรก ง๊าย ง่าย”

20 พฤศจิกายน 2563

ปัญหาคาใจ “ทำ ไม๊...ตู้อาบน้ำสกปรก ง๊าย ง่าย”
ทำไมตู้อาบน้ำสกปรกง่าย? จัดการคราบน้ำ คราบสบู่ คราบหินปูน และคราบราดำอย่างไรตู้อาบน้ำเป็นหนึ่งในจุดที่ทำความสะอาดบ่อย แต่กลับสกปรกได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อเพิ่งขัดกระจกใสไปไม่นาน ก็เริ่มมีคราบขาวกลับมาเกาะร่องยาแนวและซิลิโคนที่เคยสะอาด ก็เริ่มมีคราบดำให้เห็นอีกครั้งสาเหตุสำคัญมาจากสภาพแวดล้อมภายในห้องน้ำที่ต้องสัมผัสทั้ง น้ำ สบู่ ความชื้น และคราบต่าง ๆ เป็นประจำ หากปล่อยให้คราบสะสมเป็นเวลานาน ก็ยิ่งทำความสะอาดได้ยากขึ้นแล้วจะดูแลตู้อาบน้ำอย่างไรให้สะอาดง่ายขึ้น?HG ชวนมาจัดการ 3 ปัญหาหลักของตู้อาบน้ำ ตั้งแต่ ขจัดคราบ ทำความสะอาดคราบราดำ ไปจนถึงการปกป้องพื้นผิว1. คราบน้ำ คราบสบู่ และคราบหินปูน ทำไมยิ่งทิ้งไว้นานยิ่งขัดยาก?หลังการอาบน้ำ หยดน้ำและผลิตภัณฑ์ที่เราใช้สามารถทิ้งคราบตกค้างไว้บนกระจก ก๊อกน้ำ ผนัง และสุขภัณฑ์ต่าง ๆเมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน คราบเหล่านี้จะค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็น คราบสบู่ คราบน้ำ และคราบหินปูนที่เกาะแน่น ทำให้กระจกดูขุ่นเป็นฝ้า และพื้นผิวภายในห้องน้ำดูไม่สะอาดการเลือกผลิตภัณฑ์จึงควรพิจารณาตามระดับของคราบคราบสะสมหรือคราบที่ขจัดออกยาก – HG limescale remover concentrateสำหรับการทำความสะอาดคราบภายในห้องน้ำที่สะสมมานาน สามารถเลือกใช้ HG limescale remover concentrate โดยสามารถเจือจางกับน้ำตามอัตราส่วนที่แนะนำ และปรับความเข้มข้นให้เหมาะสมกับลักษณะของคราบและพื้นผิวตามคำแนะนำบนฉลากเหมาะสำหรับจัดการคราบต่าง ๆ ภายในห้องน้ำ เช่นคราบน้ำคราบสบู่คราบหินปูนคราบเหลืองบนสุขภัณฑ์จึงเหมาะสำหรับการทำความสะอาดครั้งใหญ่ หรือบริเวณที่มีคราบสะสมและต้องการการดูแลมากกว่าการทำความสะอาดทั่วไปดูแลเป็นประจำ – HG limescale remover foam sprayถ้าห้องน้ำได้รับการทำความสะอาดเป็นประจำอยู่แล้ว HG limescale remover foam spray เป็นอีกตัวช่วยสำหรับดูแลคราบภายในห้องน้ำด้วยรูปแบบ โฟมสเปรย์ ทำให้ใช้งานสะดวก โดยเฉพาะบริเวณพื้นผิวแนวตั้ง เช่น กระจกตู้อาบน้ำและผนัง ช่วยให้สามารถดูแลคราบได้เป็นประจำ ก่อนที่จะสะสมจนกลายเป็นคราบที่ขจัดออกได้ยากTip: การทำความสะอาดคราบตั้งแต่เริ่มเกิด มักง่ายกว่าการรอจนกระทั่งคราบสะสมและฝังแน่น2. คราบราดำตามร่องยาแนวและซิลิโคน จัดการอย่างไร?อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในตู้อาบน้ำคือ คราบราดำ โดยเฉพาะตามร่องยาแนว แนวซิลิโคน มุมผนัง และบริเวณที่มีความชื้นสะสมห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่มีความชื้นสูงอยู่เป็นประจำ หากอากาศถ่ายเทไม่ดีหรือพื้นผิวเปียกชื้นเป็นเวลานาน ก็ยิ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราดังนั้น นอกจากการทำความสะอาดแล้ว ควรช่วยลดความชื้นภายในห้องน้ำด้วย เช่นเปิดพัดลมระบายอากาศระหว่างและหลังอาบน้ำเปิดประตูหรือหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทเช็ดน้ำที่ตกค้างบนพื้นผิวไม่ปล่อยให้บริเวณร่องยาแนวและมุมอับเปียกชื้นเป็นเวลานานHG mould spray สำหรับจัดการคราบราเมื่อเริ่มพบคราบดำตามร่องยาแนว ซิลิโคน หรือบริเวณที่เหมาะสม สามารถเลือกใช้ HG Mould Spray ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับจัดการคราบเชื้อราโดยเฉพาะช่วยลดขั้นตอนในการเตรียมหรือผสมน้ำยาทำความสะอาดเอง และสามารถใช้งานกับบริเวณที่ระบุไว้ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ควรอ่านวิธีใช้และข้อควรระวังบนฉลากก่อนใช้งานทุกครั้ง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเทขณะใช้งาน3. ทำความสะอาดแล้ว ทำไมคราบกลับมาอีก?เพราะการดูแลตู้อาบน้ำไม่ได้จบลงแค่การขจัดคราบที่มองเห็นทุกครั้งที่เราอาบน้ำ พื้นผิวต่าง ๆ ต้องกลับมาสัมผัสกับน้ำ สบู่ และสิ่งตกค้างอีกครั้ง หากพื้นผิวเอื้อต่อการยึดเกาะ คราบใหม่ก็สามารถค่อย ๆ สะสมกลับมาได้นอกจากการทำความสะอาดเป็นประจำแล้ว การ ปกป้องพื้นผิว จึงเป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยให้การดูแลตู้อาบน้ำในระยะยาวง่ายขึ้นHG shower screen protector – ปกป้องพื้นผิวบริเวณตู้อาบน้ำHG Shower Shield ออกแบบมาสำหรับการปกป้องพื้นผิวบริเวณตู้อาบน้ำ ช่วยลดการยึดเกาะของคราบ ทำให้การดูแลและทำความสะอาดพื้นผิวในครั้งต่อ ๆ ไปง่ายขึ้นเหมาะสำหรับพื้นผิวตามที่ระบุไว้ในคำแนะนำการใช้งานของผลิตภัณฑ์HG grout protector – ปกป้องร่องยาแนวร่องยาแนวมีลักษณะเป็นรูพรุน จึงสามารถดูดซึมความชื้นและสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่าพื้นผิวเรียบHG Grout Protector ช่วยเคลือบและปกป้องร่องยาแนว ลดการซึมของน้ำและสิ่งสกปรก ทำให้ร่องยาแนวดูแลรักษาได้ง่ายขึ้นดูแลตู้อาบน้ำให้ครบ 3 ขั้นตอนปัญหาตู้อาบน้ำสกปรกง่าย ไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยการขัดแรงขึ้นทุกครั้ง แต่ควรเลือกวิธีดูแลให้เหมาะกับปัญหาคราบสะสมและคราบขจัดยากเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้เหมาะกับระดับของคราบ เช่น HG limescale remover concentrateคราบประจำวันและคราบหินปูนดูแลอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์อย่าง HG limescale remover foam spray เพื่อลดการสะสมของคราบคราบราดำจัดการด้วย HG mould spray พร้อมลดความชื้นและเพิ่มการระบายอากาศภายในห้องน้ำและหลังจากทำความสะอาดแล้ว สามารถเพิ่มขั้นตอนการปกป้องพื้นผิวด้วย HG shower screen protector หรือ HG grout protector ตามประเภทของพื้นผิวเพราะการดูแลตู้อาบน้ำให้สะอาดง่าย ไม่ได้มีแค่การ “ขจัดคราบ” แต่ควรดูแลตั้งแต่ ทำความสะอาด → จัดการคราบเฉพาะจุด → ปกป้องพื้นผิว เพื่อช่วยลดการสะสมของคราบในระยะยาวHG มีครบ จบทุกขั้นตอนการดูแลตู้อาบน้ำ

สมัครสมาชิก

Icon Phone Icon Mail Icon Line
เพิ่มไปยังตะกร้า