บทความ

วิทยาศาสตร์กับการ “กำจัดเชื้อรา” (ในห้องน้ำ)

23 เมษายน 2563

วิทยาศาสตร์กับการ “กำจัดเชื้อรา” (ในห้องน้ำ)
วิทยาศาสตร์กับการ “กำจัดเชื้อรา” (ในห้องน้ำ) มีใครเคยรู้บ้างมั้ยว่า “เจ้าราดำเคยคร่าชีวิตเด็กทารก!!!” แม้ว่ามนุษย์เราจะรู้จักกับเจ้าเชื้อ Stachybotrys chartarum หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เชื้อราดำ” มานับตั้งแต่ปี 1837 แล้วก็ตาม (ค้นพบโดย August Carl Joseph Corda นักฟิสิกส์และพฤกษศาสตร์ชาวเช็ก) แต่ใครต่อใครกลับทำเฉยเมย และไม่เคยตื่นตัวถึงความเป็นพิษอันร้ายแรงของมัน จนกระทั่งกาลครั้งหนึ่ง “มันได้คร่าชีวิตของเด็กทารก” หนึ่งในข่าวอันน่าเศร้าดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงปี 1994 ณ เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ เมื่อศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ โดย US Center for Disease Control ได้ทำการยืนยัน และประกาศต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการว่า สาเหตุของการมีเลือดออกในปอด (อาการของโรค pulmonary hemosiderosis) ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กวัยแรกเกิดจำนวนหนึ่ง และทวีความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตนั้น ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นผลมาจากการได้รับสปอร์ของเชื้อราดำ หรือเจ้าของฉายา “toxic black mould” ในระดับที่สูงมาก โดยส่วนใหญ่มักพบตามกำแพง หรือผนังห้องน้ำนั่นเอง โดยในปัจจุบัน ยังมีการตรวจพบกลุ่มของราดำประเภทนี้ได้อีกกว่า 40 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีตามผนังห้องน้ำห้องครัว, วอลเปเปอร์ หรือแม้กระทั่งในอาหาร โดยความเป็นพิษที่เชื้อเหล่านี้สร้างขึ้นมา สามารถส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์ได้ตั้งแต่ในระดับของการเป็นภูมิแพ้ ปัญหาระบบทางเดินหายใจ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในบางกรณี แม้ว่าลักษณะเฉพาะตัวของมันจะมีอัตราการเติบโตที่ช้า แต่ด้วยความสามารถในการคงทนต่อสภาวะต่างๆ ได้ดี และการมีสปอร์กระจายอยู่โดยรอบตามธรรมชาตินั้น เลยทำให้แนวโน้มการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ความชื้นสูง” เพราะเมื่อพื้นที่ใดๆ เริ่มเกิดปฏิกิริยา และกระบวนการกลั่นตัวของน้ำ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของอุณหภูมิ และปริมาณความชื้นในอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอาจส่งผลให้พื้นที่นั้นๆ มีค่าความชื้นที่สูงเกินกว่า 60% ซึ่งหากเป็นบริเวณอับแสง หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวกร่วมด้วยแล้ว ก็นับว่าเป็นการเพียงพอ และต่อยอดให้จุดนั้นๆ ได้กลายเป็นดั่งโรงงานผลิตเชื้อราชั้นดีเลยก็ว่าได้ เราจึงมักพบเจอเจ้าภัยร้ายตัวฉกาจเหล่านี้ ได้ที่บริเวณฝาผนังในห้องครัวหรือห้องน้ำ โดยเฉพาะตามร่องยาแนวที่สามารถสังเหตุเห็นได้เป็นคราบดำๆ หรือหากเข้าขั้นโคม่า ก็อาจเริ่มเห็นเป็นปุยๆ สีเทาดำ และนั่นคือสัญญาณของความพร้อมในการแพร่กระจายเชื้ออย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเอง แม้คำตอบของคนส่วนใหญ่ จะมีการแนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชู หรือเบคกิ้งโซดา และในเชิงวิทยาศาสตร์ก็นับได้ว่า เป็นสารเคมีที่มีความเป็นกรดที่สามารถ “ยับยั้ง” (inhibits) การเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดีเลยทีเดียว แต่การนำมาประยุกต์ใช้เข้ากับพื้นที่แนวตั้ง และลักษณะความพรุนในโครงสร้างของตัวยาแนว (เชื้อราเกิดการสะสมฝังแน่น และกำจัดได้ยากกว่าจุดอื่นๆ) จึงมักได้รับคำแนะนำว่า “ให้ทำซ้ำอีก 2-3 ครั้ง หากผลที่ได้รับยังไม่เป็นที่น่าพอใจ” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ นอกจากการต้องทนกับกลิ่นฉุนจนชวนเวียนหัวจากสารดังกล่าวแล้ว ยังอาจต้องมาลุ้นอีกครั้งว่า จะได้ผลหรือจะทำให้ราดำกลับมาขึ้นซ้ำได้ในอีกเร็ววันมากน้อยเพียงใดด้วย ฉะนั้น อีกหนึ่งทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนิยมใช้กันเป็นอย่างมากในทางฝั่งยุโรปนั้น* คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารทำความสะอาดกลุ่ม Chlorine bleach ซึ่งเหมาะสำหรับงาน D.I.Y และได้รับการยืนยันว่า สามารถ “ฆ่า” (destroy) เชื้อรา ได้ตั้งแต่ในระดับของสปอร์กันเลยทีเดียว *ความชื้นที่เกิดจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิภายในและนอกอาคาร จึงทำให้บ้านเรือนในแถบนั้น ต้องรับมือพร้อมทั้งแก้ไขปัญหาเชื้อราที่สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกจุด เช่น ขอบหน้าต่าง, วอลเปเปอร์, ชั้นใต้ดิน ฯลฯ) สุดท้ายนี้เราขอฝาก 7 ทริคง่ายๆ เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถจำกัดบริเวณที่อาจมีการสะสมของความชื้น จนอาจนำไปสู่ปัญหาของการเกิดราดำ ดังนี้ 1. เปิดประตูและหน้าต่างให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้แน่ใจว่ามีอากาศถ่ายเทภายในบ้านอย่างเหมาะสม 2. เปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที หลังจากการอาบน้ำ เพื่อเป็นการระบายความชื้นให้ออกสู่ภายนอก 3. หลังจากการอาบน้ำ พยายามเช็ด, เปิดพัดลมดูดอากาศ หรือเป่าด้วยพัดลม ในพื้นที่โซนเปียกของห้องน้ำ 4. พยายามตากผ้าเช็ดตัวให้แห้งหลังจากใช้ เพราะผ้าที่เปียกชุ่มนั้น ย่อมส่งผลต่อระดับความชื้นในห้องน้ำด้วย 5. หมั่นตรวจสอบจุดการรั่วไหลของน้ำในบริเวณรอบๆ (รวมทั้งห้องครัวด้วยนะ) 6. เลือกใช้ยาแนวที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อรา 7. ใช้ HG mould spray หรือผลิตภัณฑ์กำจัดราดำโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการทำความสะอาด และป้องกันการเกิดซ้ำได้อย่างถูกสุขอนามัย 
“เธอๆ... มาช่วยฉัน #ล้างตู้เย็น หน่อยสิ”

23 เมษายน 2563

“เธอๆ... มาช่วยฉัน #ล้างตู้เย็น หน่อยสิ”
“เธอๆ... มาช่วยฉัน #ล้างตู้เย็น หน่อยสิ” แต่เดี๋ยวก่อนนะคะทุกท่าน!!! ไม่ใช่อย่างงั้นนะจ๊ะพี่จ๋า... อย่าพึ่งเข้าใจผิด แล้วพาลสะกิดคนข้างๆ ให้คิดกันไปไกล เพราะวันนี้เราแค่อยากจะชวนคุณมาสวมวิญญาณพ่อบ้านใจกล้าแม่บ้านใจแกร่ง แล้วช่วยกัน “ล้างตู้เย็น” ให้เข้าขั้น “#Hygienic” หรือถูกสุขอนามัยกันไปเลย แต่ก็ต้องบอกตรงๆ เลยนะคะ ว่า การจะคลีนตู้เย็นให้สะอาดไฉไล ไร้กลิ่นเหม็นอับ จนเข้าขั้น “Hygienic” ได้นั้น ต้องอาศัยเกร็ดข้อมูลสักเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เราเข้าใจถึงต้นตอ และวิธีการกำจัดอย่างถ่องแท้ยังไงล่ะคะ ✌ ถ้าพร้อมแล้ว!!!... ก็ถอดปลั๊ก กดปุ่มละลายน้ำแข็ง แล้วมาดู 3 พ้อยท์ 5 ทิป กันตามนี้เล้ยยย 1.อาหารบูดเน่าเสีย หงุดหงิดยิ่งนัก... ล้างก็แล้ว ถูก็แล้ว แต่กลิ่นเหม็นก็ยังคงติดค้าง “เอาไปแช่ไว้ก่อนสิ!” ประโยคสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความเสียดาย คำสั่งนี้มักถูกเปล่งดังออกมาจากหลังครัว... โดยเฉพาะในวันที่คุณ คือ คนที่กินข้าวเสร็จเป็นคนสุดท้าย! ซึ่งก็มักจะเป็น "แม่บ้านประจำตระกูล" คนเดียวกันนี้เอง ที่ชอบนำพาเราและเหล่าตู้เย็นทั้งหลาย ไปสู่คลังสะสมอาหารหมดอายุ จนแปลงสภาพกลายเป็นซากของเน่าเสียอันเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นคุ้งในที่สุด 2.ถาดด้านหลังตู้เย็น ไม่ต้องเป็นช่าง... ก็เช็คได้! อีกจุดสำคัญที่ไม่ค่อยมีใครสังเกตุ ก็คือ ถาดรองรับน้ำจากการทำงานของระบบคอมเพสเซอร์ ซึ่งปกติการกำจัดน้ำในระบบเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการไหลเวียน และระเหยเป็นไอจนแห้งหมดจด ณ บริเวณนี้ หากแต่วันใดกลับมีน้ำผลไม้ หรือของเหลวบางอย่างผสมลงไป ก็อาจกลายเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน 3.เจ้าเชื้อรานั่นไง!!! ในกรณีของเชื้อราในตู้เย็นนั้น มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามขอบยางประตู และบริเวณจุดอับด้านใน หรือส่วนที่เข้าถึงได้ยาก เราจึงต้องหมั่นสังเกตุ และกำจัดเมื่อพบเจอโดยทันที! จะบอกแต่สาเหตุได้ยังไงล่ะ... สุดท้ายนี้ เราขอแชร์ทิปสั้นๆ 5 ข้อ ให้เป็นตัวช่วยในการล้างตู้เย็น เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนนะคะ 1.ใช้กระดาษซับน้ำมัน การวางกระดาษซับน้ำมัน หรือกระดาษชำระแผ่นใหญ่ประมาณ 2-3 แผ่น ไว้ใกล้บริเวณขอบประตู จะช่วยให้บานพับยังคงความสะอาด ด้วยการทำหน้าที่จับหยดน้ำ แถมยังช่วยลดการเสื่อมขอบยางได้ด้วย 2.ตัวช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ ด้วยคุณสมบัติการดูดซับกลิ่นของถ่านไม้ กากกาแฟ หรือเบคกิ้งโซดา ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่ควรติดตู้เย็นไว้ เพื่อช่วยให้กลิ่นเหม็นอับลดลง 3.ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม การตั้งอุณหภูมิไว้ที่ระหว่าง 3-4 องศาเซลเซียส เพื่อควบคุมอากาศภายใน ให้ยังคงคุณภาพของอาหารไว้ได้ดีที่สุด 4.ตรวจสอบอาหารภายในตู้เย็นเป็นประจำ เพื่อกำจัดอาหารที่คงค้างนานเกินไป จนอาจเป็นสาเหตุของกลิ่นเน่าเสียติดตู้เย็น 5.ใช้ภาชนะบรรจุอาหารสุญญากาศ ภาชนะชนิดนี้ นอกจากช่วยลดการเน่าเสียแล้ว ยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดกลิ่นที่อาจตกค้างติดตู้เย็นได้ด้วย
เล่น แร่ แปร ธาตุ “#ซิงค์”

9 เมษายน 2563

เล่น แร่ แปร ธาตุ “#ซิงค์”
มหากาพย์แร่ธาตุจากต้นกำเนิดในยุคโรมัน ซึ่งถูกค้นพบหลังจากที่มนุษย์สามารถเรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากแร่ทองแดง ตะกั่ว และเหล็กกล้า ได้เป็นผลสำเร็จ โดยในรายงานของ Encyclopaedia Britannica ได้ช่วยให้เราเข้าใจได้เป็นอย่างดี ถึงเรื่องราวที่นับมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกกันเลยว่า… เจ้าของหมายเลขอะตอม 30 บนตารางธาตุอย่าง “#สังกะสี” หากสามารถย้อนเวลากลับไปได้กว่า 200 ปี ก่อนคริสตกาลนั้น ครั้งหนึ่งเคยกลับถูกตีตราให้เป็นแค่ “false silver” หรือในชื่อที่เรียกขานกันว่า “pseudargyras” อันมีค่าเป็นเพียงส่วนผสมในการหลอมขึ้นรูปทองเหลืองเท่านั้น (นับได้ว่ามีประโยชน์น้อยมาก) จนกาลเวลานำพาไปสู่ความน่าอัศจรรย์ เมื่อมีการค้นพบร่องรอยแห่งอารยธรรมกรีกโบราณที่มีอายุร่วมกว่า 2,000 ปี ณ ใต้พื้นดินบริเวณแถบเมืองทรานซิลเวเนีย เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็น “ข้าวของเครื่องใช้จากโลหะสังกะสีที่มีความเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจเจอ” โดยยังคงค่ามวลธาตุที่ยังหลงเหลืออยู่ถีง 87.5% ซึ่งนับว่ามีความคงทนมากๆ ซึ่งในเวลาต่อมา ก็ยังคงมีการสำรวจพบเศษซากกำไลเงิน และเหรียญกษาปณ์ที่ทำจากสังกะสีเพิ่มเติมจากชายฝั่งของเกาะโรดส์อีกด้วย (ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของประเทศตุรกี) เมื่อวิวัฒนาการดังกล่าว มิได้จบลงแค่การจารึกเพียงในอดีต แต่ยังพบรอยต่อและความเชื่อมโยงมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังนับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมด้านโลหะเลยก็ว่าได้ เมื่อรายงานที่อ้างอิงตามการบันทึกของ The International Zinc Association (IZA) มีการระบุไว้อย่างชัดเจนผ่านเหตุการณ์ในช่วงศตวรรษที่ 14 ว่า การผสานองค์ความรู้จักหลากหลายแขนงทั่วโลก โดยเฉพาะวิธีการหลอมโลหะของประเทศอินเดีย และการวิเคราะห์ลักษณะจำเพาะในประเทศจีนนัั้น นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยบรรจบคุณสมบัติของสังกะสีได้อย่างสมบูรณ์ จนทำให้เกิดเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับโลกอุตสาหกรรมได้อย่างไม่มีวันย้อนกลับ ผ่านผลงานทางวิศวกรรมหลายแขนง ตั้งแต่อุปกรณ์ภายในบ้านอย่างก๊อกน้ำ ไปจนถึงขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนของอากาศยานอื่นๆ อีกมากมาย และเบื้องหลังดัชนีชี้วัดการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุสังกะสีทั่วโลกในปี 2013 ที่พุ่งทะยานสูงถึงกว่า 13 ล้านตัน มีการวิเคราะห์ว่า ปริมาณกว่า 60% ของมวลรวมนั้น ถูกใช้ในกระบวนการหลอมชุบโลหะ เพื่อเป็นการเสริมคุณสมบัติด้านการป้องกันการกัดกร่อน และช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับชิ้นส่วนต่างๆ นั่นเอง โดยเฉพาะ “ความแข็งแกร่ง” ที่ได้รับการหลอมรวมจากผลผลิตของเหล็กกับสังกะสีนั้น ยิ่งนับได้ว่าเป็น หยินหยางแห่งงานอุตสาหกรรมของทุกวันนี้เลยก็ว่าได้ เพราะองค์ความรู้อันหยั่งรากลึกเหนือกาลเวลา ทำให้การผสานระหว่างโลหะธาตุทั้งสอง จากทั้งความเหนียวแน่น แข็งแรง และความคงทนของเหล็ก เมื่อถูกผนึกรวมเข้ากับแร่ธาตุที่ทนต่อความเปียกชื้น และสภาวะของการกัดกร่อนได้เป็นอย่างดีอย่างสังกะสีแล้วนั้น จึงกลายอีกหนึ่งนิยามที่เราสามารถพบเจอได้ในความมั่นคงรอบๆชีวิต อาทิ ราวกั้นขอบทาง สะพานข้ามแม่น้ำ สถานีส่งไฟฟ้า … หรือแม้กระทั่งในตัวกุญแจของรุ่น M176EURDLH*** ของ MasterLock
ระวัง!!! 4 ความเสี่ยง… ที่อาจพาสูญทรัพย์!!!

9 เมษายน 2563

ระวัง!!! 4 ความเสี่ยง… ที่อาจพาสูญทรัพย์!!!
เซฟเหตุไม่คาดฝัน ก่อนถึงวันที่จะสาย ✌ ให้ก้าวสุดท้ายก่อนออกจากบ้านของทุกวัน เป็นก้าวที่สำคัญและเต็มไปด้วยความอุ่นใจ ✌ ว่าทรัพย์สมบัติอันแสนรักจะยังคงปลอดภัย ด้วยการเช็คลิสต์ 4 ข้อง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ⭐ และยิ่งต้องย้ำให้เป็นไฮไลต์ตัวโตๆ! ถ้าหากนั่น… กำลังจะเป็นวันหยุดยาวอย่างช่วงเทศกาลส่งท้ายปีที่จะมาถึงนี้ เพราะบางทีลางบอกเหตุแห่งฝันร้าย ก็มิอาจเปรียบได้กับชนวนเหตุของโลกแห่งความเป็นจริง อย่างว่า… – ถ้าพิกัดนั้นๆ อาจเกิดเป็นที่ต้องตาต้องใจเจ้าหัวขโมยเข้า – หากมันสามารถรุกล้ำเข้าไปยังภายในบ้านได้สำเร็จ (มักจากทางประตู และหน้าต่าง) ในเมื่อไม่มีใครอยากให้วันนั้นจำต้องเกิดขึ้น… เราจึงขอหยิบยกการรายงานจาก National Home Security Month (หน่วยงานด้านความปลอดภัยของอเมริกา) เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการเช็คลิสต์ความปลอดภัยกันตาม 4 ข้อด้านล่างนี้ 1.บ้านของคุณมีการติดตั้งสัญญาณเตือนภัยไว้หรือยัง?หากบ้านหลังนั้นมีการติดตั้งสัญญาณกันขโมย อัตราการโจรกรรม ”ไม่สำเร็จ” สามารถประเมินได้สูงถึง 60% เลยทีเดียว แต่กลับพบว่า ยังมีบ้านเรือนอีกมากกว่า 71% ที่ยังไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด!!! โดยสัญญาณกันขโมยหลักๆ นั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ แบบ Audible Alert และ แบบ Monitored Alarms ซึ่งเมื่อเกิดการบุกรุก… ในประเภทแรกจะทำงานด้วยการส่งสัญญาณเตือนในระดับสูงเพียงอย่างเดียว ส่วนแบบหลังนั้น นอกจากจะส่งสัญญาณแล้ว ระบบยังทำการแจ้งเตือน (ผ่านทางข้อความ หรือแอปพลิเคชั่น) ไปยังเจ้าของบ้านอีกด้วย หรือหากตั้งค่าให้แจ้งไปยังศูนย์เฝ้าระวัง ก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังตำรวจได้ในทันที ————————————— 2.รายการที่ถูกขโมยมากที่สุด!!! ก็คงหนีไม่พ้นบรรดาทรัพย์สินที่มีขนาดเล็ก อย่างเช่น เงินสด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องประดับต่างๆ นั่นเอง แต่รู้หรือไม่ว่า… กลับมีผู้คนถึง 21% ที่ไม่เคยซ่อนสิ่งของดังกล่าวเลย แม้ตัวเองจะไม่ได้อยู่บ้านก็ตามที และที่ชวนอึ้งยิ่งกว่า คือ พบว่ามีอีก 37% ที่ละเลยทิ้งอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ที่บ้าน ทั้งที่ยังสามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะแท็บเล็ตนั่นเอง (ต้องมีข้อมูลสำคัญอยู่ในนั้นบ้างล่ะ) ————————————— 3.ทำไมตู้เซฟจึงสำคัญ!!! เพราะนอกจากจะช่วยให้ทรัพย์สินได้รับการจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัยแล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มความอุ่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะตู้เซฟที่มีการนำเสนอฟีเจอร์ “กันขโมย” ให้เป็น 1 ในคุณสมบัติอันโดดเด่นด้วยนั้น ยิ่งให้ความสำคัญกับดีไซน์ และโครงสร้างหลักเป็นอย่างมาก เพื่อตอบโจทย์ด้านการโจรกรรมได้หลากหลายรูปแบบนั่นเอง ดังนั้น เซฟในกลุ่มนี้จึงได้รับการการันตีด้วยมาตรฐานการรับรองในระดับสูง ————————————— 4.การจัดเก็บข้อมูล และเอกสารสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะเอกสารทางธุรกรรม และหลักฐานการยืนยันตัวบุคคล นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน – ข้อมูลสำคัญควรเก็บเข้าตู้เซฟ และจะปลอดภัยยิ่งขึ้นหากมีติดตั้งอุปกรณ์ยึดพื้นร่วมด้วย – ตรวจตราเอกสาร พร้อมทำลายทันทีหากไม่ได้ใช้งาน (เช็คหรือบิลเงินสด) ————————————— แม้ว่าห้างร้านจะมีเจ้าหน้าที่ รปภ. แต่ก็ยังคงต้องการระบบรักษาความปลอดภัย แล้วเหตุใด… ทำไมบ้านเรือนส่วนใหญ่ กลับยังนิยามความหมายนี้ ไว้เพียงแค่เรื่องของกุญแจ และรั้วประตูบ้าน
Boltdown hardware …คำว่า “SAFE” ไม่เคยเท่ากับคำว่า “ตู้เซฟ”???

9 เมษายน 2563

Boltdown hardware …คำว่า “SAFE” ไม่เคยเท่ากับคำว่า “ตู้เซฟ”???
“ตู้เซฟยุคใหม่” ที่ไม่โฟกัสแค่เรื่องของ “น้ำหนัก”เมื่อพูดถึงตู้เซฟ หลายคนมักนึกถึง “น้ำหนัก” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าตู้เซฟที่หนักๆ คือความปลอดภัยที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตู้เซฟสมัยใหม่จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง SentrySafe ได้พิสูจน์แล้วว่า ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องครอบคลุมถึงการป้องกันในมิติอื่นๆ ที่สำคัญต่อชีวิต และทรัพย์สินหากย้อนกลับไปยังความหมายของคำว่า “SAFE” ในพจนานุกรมเคมบริดจ์ ได้อธิบายไว้ว่า “not in danger or likely to be harmed” หรือ “ไม่อยู่ในอันตราย หรือน่าจะได้รับอันตราย” ซึ่งหากนำมาปรับใช้ในโลกของตู้เซฟในยุคนี้ นั่นหมายถึงมีองค์ประกอบด้านความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงการกันขโมย แต่ยังรวมถึงการป้องกันไฟ และการกันน้ำด้วยตู้เซฟกันไฟ SentrySafe ได้ออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน คือกันไฟ (Fire Protection)การทดสอบระดับสากลยืนยันว่า ตู้เซฟสามารถทนความร้อนสูงจากไฟไหม้ได้นานหลายสิบนาที เหมาะสำหรับเก็บเอกสารสำคัญ พาสปอร์ต รวมถึงสื่อบันทึกข้อมูลดิจิทัลกันน้ำ (Water Protection)ป้องกันความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม หรืออุบัติภัยที่น้ำไหลเข้า ช่วยปกป้องเอกสารสำคัญ และทรัพย์สินไม่ให้เกิดความเสียหายกันขโมย (Security Protection)นอกจากวัสดุที่แข็งแรงแล้ว SentrySafe ยังใส่ใจในด้านฟังก์ชัน เช่น ระบบล็อกหลายชั้น การดีไซน์แถบบานพับ รวมทั้งชุดอุปกรณ์ Boltdown Hardware สำหรับยึดตู้เซฟเข้ากับพื้น เพื่อป้องกันการยกเคลื่อนย้ายผู้ใช้งานในไทยส่วนใหญ่ ยังคงให้ความสำคัญเพียงเรื่องการกันขโมย และน้ำหนักของตู้เซฟเป็นอันดับต้นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตู้เซฟกันไฟ SentrySafe ได้สะท้อนให้เห็นว่า “ความปลอดภัยที่แท้จริง” ต้องครอบคลุมทั้งการกันไฟ กันน้ำ และกันขโมยอย่างสมบูรณ์ดังนั้น เมื่อคุณเลือกตู้เซฟสักหนึ่งใบ อย่ามองเพียงน้ำหนักเป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่ควรมองหาความครบเครื่องทั้งด้านการป้องกันภัยที่รอบด้าน และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ตู้เซฟที่ดีจะไม่เพียงเก็บทรัพย์สินให้ปลอดภัย แต่ยังสร้างความอุ่นใจให้กับเจ้าของได้ในทุกสถานการณ์

สมัครสมาชิก

Icon Phone Icon Mail Icon Line
เพิ่มไปยังตะกร้า